แสงทองแรกแห่งวันใหม่แทรกผ่านหมู่เมฆสีน้ำเงินเข้มที่ปิดย้อมฟากฟ้า
ฝูงนกส่งเสียงร้องขับขานต้อนรับการมาถึงของดวงตะวัน
เช่นเดียวกับพ่อไก่ที่โก่งคอประกาศชัยชนะหลังขับไล่ความมืด

ชาวบ้านเริ่มตื่นขึ้นจากห้วงภวังค์แห่งนิทราการ
ถูกฉุดกระชากจากความฝันให้กลับสู่ความเป็นจริง

ฉันลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาเสียตั้งแต่ฟ้ายังมืดมิด
จัดแจงเตรียมไฟและสำรับอาหารให้เรียบร้อยก่อนที่พ่อมิ่งผัวของฉันจะตื่น
ข้าวนั้นก็ตั้งหม้อไว้แล้ว ผักปลาก็หั่นบั้งอย่างเหมาะสมดีแล้ว
จึงบังเกิดช่วงเวลาสั้นๆที่ฉันได้หันมองสิ่งรอบตัว
และชื่นชมยามเช้าอันอัศจรรย์เช่นนี้

กลิ่นหอมอาหารเริ่มโชยกรุ่น
กลิ่นเครื่องเทศอ่อนๆจากแต่ละเรือนในละแวกล้วนแล้วแต่ชวนเชิญให้ลิ้มรส
เป็นสัญญาณสิ้นสุดของงานครัวและเป็นสัญญาณเริ่มต้นของงานบ้าน

นั่นปะไร น้ำอาบน้ำใช้ในตุ่มก็พร่องลงไปเสียมาก
ดีที่แม่น้ำอยู่ไม่ไกลจากย่านเรือนนัก การตักน้ำจึงไม่ใช่งานที่ยากเข็ญสักเท่าไร

ฉันก้าวลงจากบันไดเรือนไปก็เห็นบ้านของแม่ศรีอยู่ไม่ไกลนัก
และเฉกเช่นทุกวัน มีหม้อน้ำตั้งไว้จนเดือด
ถ้วย ชาม จาน ช้อน ดำผุดดำว่ายอยู่ในหม้อน้ำราวกับคนจนน้ำ
เสียงกระทบกระทั่งกันฟังแล้วคล้ายเสียงร้องขอความช่วยเหลือ

ชาวบ้านหลายคนมองว่าแม่ศรีเป็นคนประหลาด
แต่ทุกคนต่างมองว่าเธอเป็นคนน่าสงสาร

แม่ศรีเสียลูกชายคนแรกไปเมื่อปีกลาย
พิษไข้พรากลูกเธอไปเสียแต่ยังเล็ก
จิตใจของคนเป็นแม่ที่ต้องสูญเสียลูกจะเจ็บปวดเพียงใด ยากจะหาคำอธิบายได้
จวบจนบัดนี้แม่ศรีมีลูกชายคนใหม่แล้ว
ภาชนะ เสื้อผ้าและข้าวของนานาจึงถูกต้มจนสะอาดก่อนจะนำไปใช้
แขกไปใครมาเป็นที่รู้กันว่าต้องล้างเท้าเสียอย่างน้อยสามหนจึงจะขึ้นเรือนได้

ระหว่างที่ฉันคิดคำนึงเสียเพลิน ประเดี๋ยวหนึ่งก็เดินมาถึงแม่น้ำเสียแล้ว
และฉันก็ประหลาดใจยิ่งขึ้นเมื่อพบแม่ศรีที่มาตักน้ำเช่นกัน
ด้วยว่าแท้จริงแล้วแม่ศรีเป็นคนเก็บตัว
เพียงแต่เธอเป็นที่รู้จักเพราะอุปนิสัยการต้มของใช้เท่านั้น
แม่ศรีจึงเหมือนเป็นตัวละครในเรื่องเล่านิทานที่มีชีวิต

"สวัสดีจ้ะ แม่ศรี มาตักน้ำใช้หรือจ้ะ"

แม่ศรีหันมาตามเสียง ยิ้มจางๆเหมือนคนไม่มีแรง "สวัสดีจ้ะ แม่ขวัญ"
เธอวางหม้อน้ำที่มีน้ำเต็มเปี่ยมลงในตะกร้าหาบ และหยิบหม้อน้ำอีกหม้อหนึ่งมาจ้วงลงในแม่น้ำอีก...ฉันนับดูก็เห็นหม้อน้ำถึงหกใบในตะกร้านั้น

"ตายจริง! นี่แม่ศรีตักน้ำคราวละมากๆแบบนี้เชียวหรือ"

"ใช่แล้วจ้ะ"

"เมื่อสักครู่ ฉันเดินผ่านบ้านเธอ ก็เห็นว่าเธอตั้งน้ำไว้ต้มของใช้เสร็จแล้ว เธอยังต้องนำน้ำไปใช้ทำอะไรอีกหรือ"

"ฉันยังขาดน้ำสำหรับต้มเสื้อผ้าที่ซักแล้วน่ะสิ นอกจากนั้นฉันยังเตรียมน้ำไว้ถูเรือนด้วย"

"แต่ก่อนจะขึ้นบ้านแม่ศรีก็ต้องล้างมือล้างเท้าอยู่แล้ว ยังต้องถูเรือนซ้ำอีกหรือ"

แม่ศรีฝืนยิ้มน้อยๆ "ก็จริงหรอกนะ แม่ขวัญ แต่ว่าพ่อชัยผัวของฉันน่ะสิ"
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย "พ่อชัยมักไปร่ำสุรากับเกลออยู่บ่อยๆ กลับมาเรือนทีไรก็เมาจนขึ้นเรือนมาทันที แล้วฉันจะไปห้ามก็ทำไม่ได้ ถูกต่อว่าว่าเป็นเมียเลวชอบขัดผัวไปเสียอย่างนั้น"

ฉันนึกภาพตามว่าแม่ศรีคงเที่ยวดูแลความสะอาดทั่วเรือน ป้องกันมิให้ลูกชายอย่างไข่ในหิน
แต่พ่อชัยซึ่งก็ขึ้นชื่อว่าเป็นขี้เมานั้น คงเกินกำลังที่แม่ศรีจะห้ามได้
เพราะพ่อชัยก็เป็นคนทำงานหาเลี้ยงครอบครัวเช่นเดียวกับพ่อมิ่ง
ตัวของแม่ศรีเองก็คงเป็นเหมือนฉันที่ต้องปรนนิบัติดูแล ไม่อาจโต้แย้งทักท้วงได้มากนัก

"แล้วเช่นนั้น ที่แม่ศรีลำบากต้มของถูเรือนอยู่ทุกวันไม่สูญเปล่าหรือ
ก็พ่อชัยเป็นคนทำลายความตั้งใจของแม่ศรีจนสิ้นเสียเองนี่" ฉันเอ่ยถามตามที่สงสัย

"ก็เพราะเป็นอย่างนั้น ฉันจึงต้องยิ่งปกป้องลูกชายฉันไงจ้ะ แม่ขวัญ" แม่ศรีตอบด้วยเสียงสั่นเครือ
"ลำพังฉันเอง ไม่สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นในสิ่งที่ฉันพอจะทำได้ ฉันก็ต้องทำให้มากไว้"

"ในเมื่อเธอไม่อาจป้องกันได้ทุกประการ แม่ศรีไม่ลองเลี้ยงลูกชายอย่างชาวบ้านคนอื่นๆบ้างล่ะจ้ะ ให้แกได้ลองรับทั้งสิ่งที่ดี สะอาด และสิ่งที่ไม่ดี สกปรก แกอาจจะเข้มแข็งดีไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่แม่ศรีกลัวดอก"

"โธ่! แม่ขวัญ แล้วถ้าฉันต้องเสียลูกชายคนนี้ไปอีกคนล่ะ แม่ขวัญเองก็มีลูกเหมือนกันมิใช่หรือ"

"ฉันเข้าใจจ้ะ แม่ศรี ถ้าฉันต้องเสียลูกฉันไป ฉันก็ต้องเสียใจมากเป็นแน่แท้"
"แต่ในเมื่อฉันไม่อาจดูแลลูกได้ตลอดเวลา ไว้แกโตขึ้นก็ต้องเข้าวัดวาเรียนหนังสือ แกยังอาจจะไปเล่นซนตามประสาเด็ก ถ้าไม่ปลูกฝังให้แกดูแลตัวเองได้แต่เนิ่นๆ ฉันก็เป็นห่วงลูกของฉันว่าแกจะลำบากในยามหน้าเหมือนกันจ้ะ"

"ขอบคุณจ้ะ แม่ขวัญ แต่ฉันเชื่อว่าฉันจะตามดูแลลูกไปให้ตลอด ไม่ว่าลูกของฉันจะโตขึ้นถึงเมื่อใดก็ตามจ้ะ"

"แม่ศรีจะดูแลตลอดไปได้หรือจ้ะ มนุษย์เราเอาแน่นอนไม่ได้ วันนี้พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ได้"

"แม่ขวัญจ๋า ฉันกำชับน้องสาวของฉันไว้แล้ว ว่าถ้าฉันเป็นอะไรไปก็จะให้น้องสาวดูแลแกต่อตามแบบที่ฉันดูแลมาจ้ะ"

"แล้วถ้าถึงวันหนึ่งพอลูกชายของเธอแต่งงานออกเรือนไป เธอก็คงตามไปดูแลไม่ได้เหมือนเคยดอก"

"แม่ขวัญจ๋า ถ้าถึงวันนั้นฉันจะกำชับเมียของลูกไว้ ว่าจะให้ปรนนิบัติดูแลแกต่อตามแบบที่ฉันดูแลมาจ้ะ และจะให้เมียของแกสอนลูกๆต่อไปเช่นกันจ้ะ"

ฉันรู้สึกอบอ้าวเล็กน้อย ครั้นก็ระลึกได้ว่าแดดยามเช้าเริ่มจะร้อนเสียแล้ว ฉันใช้เวลาพูดคุยกับแม่ศรีเสียนานกว่าที่คาดไว้

"ตายจริง! สายเสียเพียงนี้แล้ว ขอโทษด้วยนะแม่ศรี ฉันต้องกลับเรือนก่อนแล้ว เดี๋ยวพ่อมิ่งจะไม่มีน้ำอาบจ้ะ"

"ฉันก็เช่นกันจ้ะ แม่ขวัญ เราคุยกันเสียนาน ประเดี๋ยวพ่อชัยจะโมโหอีก"

ฉันร่ำลาแม่ศรีไม่นานนักก็เร่งรีบหาบน้ำกลับมาที่เรือน
ระหว่างทางน้ำก็เริ่มกระฉอกออกจากหม้อ พร่องลงตามแรงแกว่งไกว
เหมือนกันกับที่ความรู้สึกสงสารแม่ศรีของฉันค่อยๆพร่องลงทุกที

ฉันเทน้ำลงตุ่มไว้เต็มดีแล้วก็อดชำเลืองมองไปทางบ้านของแม่ศรีมิได้
หม้อน้ำเดือดยังคงทำหน้าที่ของมัน
ข้าวของยังคงลอยคออยู่เช่นเคย
ถักทอไอน้ำร้อนออกเป็นม่านจางไหลระริกขึ้นสู่ฟ้า

...ราวกับฉันได้ยินเสียงทะเลาะโวยวายของพ่อชัย ตามด้วยเสียงร้องไห้จ้าของลูกน้อย
...อนาคตของลูกแม่ศรีก็คงพร่าเลือนเหมือนกับด้านหลังของม่านไอน้ำที่ฉันเห็นในยามนี้

----------------------------------------
----------------------------------------

เหมือนข้าน้อยจะเว้นระยะในการอัพบลอคนานเหลือเกิน
กลับมาลำดับนี้ รสชาติคงแปลกแปร่งล้าสมัยไปบ้าง แต่ข้าน้อยก็จงใจให้เป็นเช่นนั้นฮับ
เกิดใครที่ติดตามมานานแล้วเห็นหน้าบลอคเปลี่ยนไปก็อย่าตกใจฮับ ข้าน้อยกำลังจะเปลี่ยนธีมของบลอค ทั้งนี้การเปลี่ยนธีมที่ว่าจำต้องเปลี่ยนสีตัวอักษรของเนื้อหาจากขาวเป็นดำด้วย ดังนั้นถ้าใครตามอ่านลำดับเก่าๆ อาจจะประสบปัญหาเรื่องตัวอักษรสีขาว(ธีมเก่า)บนพื้นขาว(ธีมชั่วคราว)นะฮับ คงต้องแก้ขัดด้วยการกด ctrl+A ก่อนแล้วค่อยอ่าน

ที่มาของลำดับนี้มาจากการที่คุณชิส์ก๊ากชักชวนให้ข้าน้อยลองเขียนบทความให้กับนิตยสารเหม่อๆน่ะฮับ ซึ่งจะมีหัวข้อเกี่ยวกับ "คุณค่าของชีวิต"
ข้าน้อยเองก็ความคิดเห็นเกี่ยวกับหัวข้อดังกล่าวตีบตันพอสมควร พอคิดพลอตเรื่องได้เล็กน้อย เลยลองนำมาผสมๆกับแนวความคิดเก่าๆ แล้วก็เขียนขึ้นมาเป็นเรื่องราวที่ได้อ่านข้างต้น ซึ่ง...ก็รู้สึกว่าตอบโจทย์ได้ไม่ตรงสักเท่าไหร่ฮับ

ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านและทุกๆคอมเมนท์ฮับ

ท่ามกลางทุ่งหญ้าเวิ้งว้างอันกว้างใหญ่
ต้นไม้ใบหญ้าเติบโตขึ้นบางตา
สัตว์ทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าจึงค่อนข้างอดอยาก แร้นแค้น
ต้องดิ้นรนเพื่อเฟ้นหาอาหาร...
ต้องดิ้นรนเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต...

...ทุกวันเป็นเหมือนการเดินย่ำซ้ำรอยทางเดิม...

จนกระทั่ง ในฤดูร้อนที่แห้งแล้ง...
ได้มีมนุษย์กลุ่มหนึ่งเดินทางผ่านมา
แล้วถามหากระต่ายที่อยู่ในท้องทุ่งแห่งนี้
โดยสัญญาว่ามีอาหารจะมอบให้กระต่ายที่ขนสวยที่สุดบนทุ่งหญ้าแห่งนี้

สัตว์ทังหลายก็ยินดีปรีดา รีบไปแจ้งข่าวแก่บรรดากระต่าย
ให้มาชุมนุมกันต่อหน้ามนุษย์กลุ่มนั้น

"กระต่ายเอ๋ย ขณะนี้ ราชาของแคว้นเราทรงพระประชวร
เราจึงออกเดินทางเพื่อหาหนทางจะรักษาองค์ราชา
โดยเราชาวมนุษย์มีความเชื่ออยู่ว่า
น้ำมันที่ได้จากกระต่ายสายพันธุ์ดี จะมีฤทธิ์เป็นยาอันวิเศษ"

เมื่อเหล่ากระต่ายได้ยินดังนั้นก็ตกใจ ถอยหนีไป

"เดี๋ยวก่อนๆ อย่าพึ่งหวาดกลัวไปเลย กระต่ายน้อย
การสกัดน้ำมันกระต่ายออกมานั้น มิได้น่าหวาดหวั่นวิตกหรือโหดร้ายทารุณ

วิธีการสกัดน้ำมันนั้น เราต้องนำหม้อใบนึงใส่น้ำไว้
แล้วตั้งบนไฟให้น้ำร้อนระอุ
จากนั้นนำกระต่ายแช่ลงในน้ำร้อนนั้นเป็นเวลา 3 สัปดาห์
น้ำที่ร้อนจะดึงเอาคุณค่าในขนกระต่ายออกมา และกลายเป็นน้ำมันอันเลอค่า

กระต่ายเอ๋ย อย่าได้กริ่งเกรงหวาดกลัว
เมื่อครบเวลาแล้ว เราจะพากระต่ายผู้เสียสละนั้นไปรักษา
และตบรางวัลเป็นอาหารอันสมบูรณ์ ทั้งตลอดเวลา 3 สัปดาห์ในหม้อน้ำและภายหลังจากนั้นไป

กล่าวได้ว่า พวกเธอทั้งหลายจะมีอาหารอันอุดม ดิ่มกินได้เนิ่นนานนับปี

...แต่...
วิธีสกัดนั้นละเอียดอ่อนนัก
จะเปลี่ยนตัวกระต่ายในระหว่างทางมิได้
ต้องอาศัยกระต่ายเพียงตัวเดียวแช่น้ำตั้งแต่ต้นจนครบเวลา
หากขึ้นจากน้ำเสียก่อน น้ำมันที่ควรจะได้ก็จักเสียคุณค่าไป
ดังนั้นแล้ว เราจึงต้องผูกมัดด้วยสัญญา
ถ้ากระต่ายมิอาจทนทานตลอดเวลาของการสกัดได้
เราจะยึดเอาอาหารจากพวกเจ้าคืน
และต้องชดใช้จนได้ปริมาณสองเท่าของอาหารที่เรามอบให้"

กระต่ายก็ถกเถียงกัน
การแช่ในน้ำร้อนคงไม่สบายนัก
แต่อาหารที่เป็นรางวัลก็มีมูลค่ามหาศาล

และแล้ว...กระต่ายหิมะตัวหนึ่งจึงอาสาสร้างพันธะผูกสัญญากับมนุษย์

หม้อน้ำถูกตั้งขึ้นบนกองไฟ
และรอไว้จนน้ำภายในอุ่นระอุ
กระต่ายหิมะจึงหยั่งขาลงในหม้อน้ำ

ในครั้งแรก กระต่ายรู้สึกตกใจกับความร้อน
แต่สักพักมันก็เริ่มชินกับสภาพ
"เป็นความร้อนที่พอทนได้" กระต่ายหิมะบอกกับตัวเอง
มันจึงหันออกไปหาเพื่อนพ้องและส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน

เมื่อเวลาผ่านไปได้สามวัน
ขนของกระต่ายเริ่มจะดูดซึมน้ำเอาไว้
ทำให้กระต่ายสัมผัสกับความร้อนอันร้ายกาจที่โถมทวีขึ้น
มันเริ่มรู้สึกทรมาน แต่ก็ยังทนฝืนยิ้มต่อไป
...ด้วยหวังว่ารอยยิ้มจะลบเลือนความเจ็บปวด...

สัตว์ต่างๆยังเห็นกระต่ายยิ้มอยู่ได้ก็เบาใจ
พวกมันทั้งร่วมยินดี และให้กำลังใจกับกระต่ายอยู่ตลอดเวลา

ยิ่งเห็นเช่นนั้น กระต่ายก็ยิ่งต้องทนยิ้ม
ไม่อาจร้องไห้ให้ใครเห็น เพราะไม่อยากเป็นคนที่ทำร้ายใครๆ
กระต่ายหิมะจึงอดกลั้นเพื่อกลั่นรอยยิ้มสดใส
...แม้อยู่ในความทุกข์ทรมาน...

จวบเมื่อเวลาเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง
กระต่ายนั้นถูกน้ำร้อนลวกจนตัวแดง
ขนของมันเริ่มลูบเลี่ยและหลุดหล่น
มันพยายามอยู่นิ่งๆ ไม่ไหวติง
...หรือบางที มันอาจจะหมดแรงเกินกว่าจะเขยื้อนขยับ

สัตว์ต่างๆเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งพยายามให้กำลังใจ
กระต่ามองฝ่าไอร้อนระริก เห็นเพื่อนผองก็ยิ่งกล้ำกลืน
มันฝืนให้น้ำตาไหลย้อนกลับลงไป
อดทนต่อไป ต่อไป ต่อไป...

...ทำไมนะ...
กระต่ายเฝ้าถามตนเอง
หากวันนั้นตัวเราไม่เลือกเดินบนเส้นทางนี้
...อะไรๆจะดีขึ้นรึเปล่า...
คำถามมากมายไหลย้อนวนเวียนหมุนเปลี่ยนไปมา
ทั้งเวลาที่ตื่น ทั้งเวลาที่ฝัน

เข้าสู่วันที่สิบ
...ครึ่งทางของการสกัดแล้ว...

กระต่ายหายใจรวยริน
ขนของมันเลิกลอกร่อนออกมาเป็นหย่อมๆ
ความร้อนได้กัดกร่อนจิตใจของมันจนหมดสิ้น
ความอดทนอดกลั้นถูกบีบคั้นจนถึงขีดสุดแล้ว
มันตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ
ตะเกียกตะกายจะขึ้นจากหม้อน้ำ

เหล่าสัตว์ทั้งหลายต่างตกใจ
พยายามกดกระต่ายไว้ให้หายตื่นตระหนก

"อย่าาาา ให้ชั้นได้พ้นไปจากความร้อนนี้สักที ชั้นทนไม่ไหวอีกแล้ว" กระต่ายกรีดร้อง

"อดทนต่อไปเถอะนะ อีกแค่ไม่กี่วันเอง" กระรอกเอ่ยขึ้น
"ถ้าเธอขึ้นมาตอนนี้ พวกเราจะต้องลำบากนะ" หมูสมทบ
"ที่ว่าไม่ไหวน่ะ เธอคิดไปเองรึเปล่า" เพนกวินกล่าว

กระต่ายพยายามจะขอร้อง
...แต่เสียงของมันส่งไปไม่ถึงอีกแล้ว
เสียงของสัตว์อื่นๆกลบเสียงของกระต่ายจนกลายเป็นเสียงที่ไม่อาจได้ยิน

"เราทุกคนต่างก็ต้องพบกับความร้อนมาก่อน เธอจะผ่านมันไปไม่ไหวรึ?" ไก่ถามขึ้นมาลอยๆ
"ที่นายคิดว่าร้อนน่ะ เพราะนายยอมแพ้ต่างหาก" เป็ดพูดขึ้น

...ในใจขณะนั้น กระต่ายอยากวักน้ำร้อนใส่สัตว์อื่นๆ
แต่มันก็หมดแรงแม้แต่จะไหวติง

มันปล่อยให้น้ำตาไหลช้าๆ
...โทษตัวเองที่อดทนมากเกินไป
...โกรธตัวเองที่่นึกถึงแต่ผู้อื่น

มันหลับตาลง และหลุบหูต่ำ
ปล่อยให้ใจที่เจ็บช้ำ ค่อยๆแตกสลาย
...ก่อนจะดำหายลงไปในน้ำร้อน

...ไม่มีใครได้เห็นกระต่ายหิมะอีกเลย ราวกับว่ามันได้ละลายไปกับน้ำในหม้อ...

ลำดับที่ 73 --จาก 1/2 = 1 สู่ 1 = 12--

posted on 17 Sep 2009 01:56 by ddprainlord in etc

ช่วงนี้เจอเรื่องหนักหนามาเยอะจนจะเข้าสู่โลกมืดอยู่รอมร่อฮับ
เลยกลั่นความรู้สึกมาให้อ่านกันอย่างเคยๆไม่ไหว

...ไม่เช่นนั้นคนอ่านคงได้หมดศรัทธาต่อโลกอย่างที่ข้าน้อยเป็น...

ลำดับนี้จึงเป็นลำดับในรูปแบบที่ไม่ค่อยมีให้เห็นในบลอคของข้าน้อย
นั่นก็คือการทีข้าน้อยนำประเด็นความคิดหยิบยกมาคุยกันตรงๆแบบไม่ขัดเกลาเช่นนี้

จั่วหัวเรื่องมาวันนี้ออกไปทางคณิตศาสตร์กลายๆ
ซึ่งเดาเอาเองว่าหลายคนคงทำหน้าแหยๆ ไม่ค่อยอยากจะอ่านต่อ
แต่เรื่องมันก็มีที่มาจากเรื่องใกล้ตัวเลยฮับ


...เรื่องมีอยู่ว่า...

ข้าน้อยพักผ่อนรักษาตัวอยู่กับบ้าน อาศัยว่าดูโทรทัศน์ที่คุณพ่อคุณแม่เปิดดูไว้ไปพลางๆ
แล้วก็ไปเจอกับโฆษณาผงซักฟอกยี่ห้อนึงเข้าฮับ

โฆษณาเค้ามุ่งเน้นไปถึงสมการ 1/2 = 1 ฮับ
ครูก็ออกมาบอกว่านักเรียนผิดแล้ว แต่นักเรียนก็ยืนกรานว่าคุณแม่ผมสอนมา
ตอนท้ายถึงมาขยายความว่า สมการนี้น่ะ หมายถึงจำนวนผงซักฟอกที่ใช้ในการทำความสะอาดเสื้อต่างหาก
ดูสิ ยี่ห้อเราครึ่งช้อน ก็สะอาดเทียบเท่ากับยี่ห้ออื่นๆช้อนเต็มๆได้แล้ว

คุณแม่ของข้าน้อยก็เล่าปิดท้ายโฆษณาว่าน้องสาวของคุณแม่(ซึ่งก็คือคุณน้าของข้าน้อยเอง)ไม่ชอบโฆษณานี้เอามากๆ เพราะเค้ามีลูกชายวัยอนุบาล
พอเด็กๆมาดูเข้าก็เข้าใจผิดกัน ต้องมาสอนให้เข้าใจถูกกันอีกที

ข้าน้อยได้ฟังเข้าก็เก็บมานั่งคิดตามประสานักคิดไม่เจียมตัว
โฆษณานี้ได้กล่าวถึงหลายประเด็นความคิดพร้อมๆกันฮับ
เราลองมานั่งคุยกันดีกว่า


...1/2 = 1 จริงหรือ?...

ข้าน้อยเชื่ออยู่อย่างนึงว่า ทุกคนเคยโดนสอนสมการแปลกๆตั้งแต่เด็กว่า

1 = 12

หลายคนก็ส่ายหัว เอาอะไรมาพูด เห็นอยู่ชัดๆว่ามันไม่เท่ากัน
แต่เมื่อเราขยายความต่อไปอีกนิด เป็นว่า

1 โหล = 12 ชิ้น

ทุกคนก็จะร้องอ๋อขึ้นพร้อมกัน
หลายคนก็จะบ่นว่า แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก (และหลายคนก็จะบ่นว่า เดาออกตั้งแต่แรกแล้วเฟร้ย)

แสดงว่า ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่อาจสรุปตัวเลขลอยๆมาคุยกันได้
ลักษณนาม หรือ หน่วย ที่ตามหลังมาก็มีความสำคัญที่ไม่อาจตัดได้เช่นกัน
แต่อาศัยความสะดวกสบาย พอเราตัดสิ่งต่อท้ายที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญออก
เนื้อหาใจความโดยรวมก็เลยผิดไปด้วย

อันนี้สังเกตจากการที่ไปสอนพิเศษเด็กๆมัธยมปลายมาหลายรุ่น หลายโรงเรียน
เด็กๆมักจะไม่ใส่หน่วยในระหว่างการคำนวณแหล่ะฮับ
"ก็มันยุ่งยากอ่ะ ไว้คำนวณเสร็จค่อยใส่ก็ได้" เป็นคำตอบที่ได้ยินบ่อยมากๆ
แต่แล้วการที่ไว้ใส่ก็ได้นี่แหล่ะฮับ นำปัญหามาถึงที่เชียว
"แล้วจะใส่หน่วยอะไรดีล่ะ?"
"รู้งี้ไม่ตัดไปตั้งแต่แรกก็ดีแล้วล่ะ"
...อันนี้เป็นคำที่ตามมาหลังเฉลยกันว่าน้องเค้าไปพลาดกันตรงไหน
จุดเล็กๆที่มองข้ามไปมันนำพาปัญหาใหญ่มาทีหลังทุกครั้งไป

ในทำนองนี้ เราอาจมองได้ว่าหน่วยนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของคณิตศาสตร์ไปซะแล้ว
ทั้งๆที่มันก็ไม่ใช่ตัวเลขสักนิดเดียว แต่พอตัดออกปุ๊บค่าของตัวเลขก็ถูกเข้าใจผิดไป

...จะมองว่ายังไงได้นะ?...

คณิตศาสตร์ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวเลขเท่านั้น
เราแค่ได้ยินกันว่า คณิตศาสตร์ ในหัวก็จะรีบต่อท้ายกันทันควันว่า
คณิตศาสตร์แปลว่า เลข ต้องเป็น ตัวเลขแหงๆเลย
แต่คำหนึ่งคำที่เราใส่ความหมายให้กับมันกลับกลายเป็นกำแพงที่ปิดกั้นความหมายโดยรวมไปซะแบบนั้น

ข้าน้อยเรียกอาการแบบนี้ว่าด่วนสรุปฮับ

เราเจอกันบ่อยทีเดียวกับการด่วนสรุปแบบนี้ ตัวอย่างเช่น

"เค้าเป็นคนดี"
---> อ๋อ งั้นเค้าต้องดีกับทุกคน จะชั่วไม่ได้นะ ตั้งความคาดหวังได้เยอะเชียว คนแบบนี้
---> อ๋อ งั้นแปลว่าเราจะทำตัวยังไง เค้าก็จะดีกับเรา งั้นทำตัวแย่ๆก็ไม่เป็นไรหรอก
---> เห้ย ไม่มีใครเป็นคนดีจริงๆหรอกว่ะ ยังไงมันก็ต้องแอบเลวแต่แค่สร้างภาพลักษณ์เก่งๆ หมั่นไส้วุ้ย

"นายหนึ่งเป็นนักเขียนการ์ตูน"
---> หมอนี่ไร้น้ำยาชัวร์ อาชีพอื่นดีๆมีตั้งเยอะ ไม่ทำ มาเลือกอาชีพไส้แห้งแบบนี้ ไม่ไหวๆ
---> นายคนนี้ต้องเก่งศิลปะชัวร์ป๊าบ นึกๆแล้วอยากให้เขียนภาพเหมือนเราสักรูปดูจัง
---> เดาได้เลย นายคนนี้นะ ต้องทำตัวเซอร์ๆ ติสท์ๆ ดื่มเหล้าเก่ง ทำตัวเฮฮาไร้สาระ ไม่มีเหตุผล

...จากหนึ่งข้อความ แปลผ่านอคติออกมาได้สามแบบ
แล้วเหตุการณ์ในวันนึงๆ บวกกับอคติของมนุษย์หกพันล้านชีวิตของโลกใบนี้
ความแตกต่าง การเข้าใจผิด ความไม่พอใจ ความวุ่นวาย ความโกลาหลมันก็ตามมาเป็นขบวนแหล่ะฮับ
...ไม่ต่างจากคิดคำตอบผิดเพราะเผลอตัดหน่วยทิ้งไปเลยแฮะ
...แค่เปลี่ยนจากเหตุการณ์บนหน้ากระดาษมาแปะบนชีวิตจริง

เอ๊ะ งี้ก็แปลว่าเราไม่ควรตัดหน่วยทิ้งน่ะสิ

ใช่ ไม่ควรด่วนสรุปด้วย

อ๊ะ เดี๋ยวๆ งี้แปลได้มั๊ยว่าหน่วยมันก็สำคัญเท่าๆกับตัวเลข

...น่าจะได้เนอะฮับ...

งั้นตีความต่อไปอีกนิด ภาษาศาสตร์ กับ คณิตศาสตร์ ก็สำคัญเท่าๆกัน
คิดเลขเก่งยังกะพ่อเป็นคอมพิวเตอร์ แม่เป็นเครื่องคิดเลขแต่คุยกับใครไม่รู้เรื่องก็จบ
ประพันธ์กลอน แปลนิยาย เขียนหนังสือขั้นเทพ แต่ไปซื้อข้าวทีไรจ่ายเงินผิดทุกทีก็คงไม่ไหว

ขยายความให้ใหญ่ขึ้นอีก ได้ว่า ศาสตร์ไหนๆ ก็สำคัญต่อมนุษย์เท่าเทียมกัน
...คนเราจะเป็นคนที่สมบูรณ์ได้จริงๆ ก็ควรมีความรู้ความอ่านรอบด้าน
จริงอยู่ คนเราจะเลี้ยงชีพให้ได้ดีควรมีสักด้านที่เด่น
แต่ไม่ใช่ว่าด้านที่เหลือเราจะไม่ต้องใส่ใจก็ได้นะ

ได้ปริญญาทางไข่เจียวแต่เกี้ยวหญิงไม่เป็น ก็เศร้าใจนะเออ

ถ้าแบ่งศาสตร์ออกมาเป็นหมวดใหญ่ๆ เค้าว่าแบ่งได้เป็น วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ แล้วก็ ศิลปศาสตร์ฮับ
แปลให้ง่ายอีกนิด คนเราควรรอบรู้ในเหตุผล รอบรู้ในผู้อื่น และ รอบรู้ในอารมณ์
ลองขาดหายไปสักด้าน ชีวิตคงดูแปลกๆพิลึกฮับ

อ้าว งี้เด็กสายวิทย์เก่งกว่าเด็กสายศิลป์ก็ขี้จุ๊อ่ะดิ

ใช่ฮับ ขี้จุ๊มาก ศาสตร์ทุกศาสตร์มันเท่าเทียมกัน ตัดสินกันว่าเก่งกว่าหรือไม่ ไม่ได้หรอกฮับ
เพียงแต่เด็กๆหลายคนก็มักจะคล้อยตามผู้ใหญ่และกระแสสังคมกันได้
สายวิทย์เค้าว่ายากอ่ะ ใครๆก็บอกว่าเราโง่ ไปสายศิลป์ก็ได้
...จะดีเร้อะ?
สุดท้ายคำว่ายากง่าย มันก็ขึ้นกับความถนัดแต่ละบุคคลอยู่ดีฮับ
ลองให้คุณหมอจบปริญญาเอกไปปักข้าวดำนาดูสิ
แพ้ชาวนาจบป.สี่ไปแบบไม่ต้องคิดอะไรมากเลยฮับ

เห งี้ คุณหมอ วิศวกร ครู ศิลปิน ชาวนา กรรมกร ก็เก่งเท่าๆกันหรอ?

ใช่ เพียงแต่เค้าเก่งกันคนละด้าน กรุณาอย่าเอามาใส่เครื่องหมาย =. > หรือ < กันง่ายๆเชียวฮับ
ลองประเทศไหนไม่มีชาวนาดูสิ หิวตายกันหมด
ลองประเทศไหนไม่มีกรรมกรดูสิ การก่อสร้างชะงักกันหมด
...ทุกหน่วยของสังคมจึงสำคัญเท่าเทียมกันด้วยประการละฉะนี้
...เลิกเปรียบเทียบ เหยียดหยามกันดีกว่าเนอะ?

โลกเราคงน่าอยู่ขึ้นเยอะเลยฮับ


งั้นจบประเด็นลำดับนี้กันดีกว่าเนอะ

อ๊ะ เดี๋ยว ที่กล่าวมาทั้งหมดเนี่ย ตาเจ้าของบลอคมันฟุ้งซ่านเองหมดเลยไม่ใช่หรอ
เกิดเด็กมันฉลาด เข้าใจที่มาที่ไปตั้งแต่แรก จะมาฝอยให้ยาวเสียเวลาทำไมเนี่ย

...นั่นสิ... ทำไมต้องไปตัดสินใจแทนเด็กเค้าด้วยล่ะ
1/2 = 1 อาจจะไม่ได้ทำให้เด็กเสียคนก็ได้
แต่พ่อแม่ตลอดจนครูบาอาจารย์ที่ปล่อยให้เด็กเข้าใจว่า 1/2 = 1 นี่สิ สมควรปรับปรุงตัวเอง ใช่มั๊ย?

วกเข้าเรื่องเซนเซอร์และเรตติ้งได้ไงนะนี่...?
สังคมหนึ่งๆเกิดผ่านการหล่อหลอมดูแลซึ่งกันและกัน
กระบวนการปกป้อง - เด็กไม่ควรดูสื่อรุนแรง ฯลฯ - เป็นสิ่งที่พึงมีฮับ
แต่อย่าให้การปกป้องไปบดบังการเรียนรู้น่าจะดีกว่ามั๊ยนะ?
ลองว่าเราไม่เคยเห็นสีดำ คงไม่รู้หรอกว่าสีที่เจอข้างทางน่ะ มันขาว เทา หรือเป็นแบบไหน
ลองว่าเราต้มภาชนะให้สะอาดไปทุกครั้ง ร่างกายมันก็จะเรียนรู้ที่จะอ่อนแอ ไม่แข็งแกร่งต้านเชื้อโรคอย่างเคย
...เหมือนที่ว่าการแพทย์เจริญขึ้นๆ แต่เราก็ยังเป็นโรคตายกันเป็นปกติ...
สงสัยว่าเชื้อโรคมันแข็งแรงขึ้น?
หรือไม่ก็คนเรานิ่งนอนใจจนปล่อยให้ตัวเองอ่อนแอลง?
ถ้ามองข้อทางศีลธรรมกับเชื้อโรคดูบ้าง
น่าคิดนะว่าตอนนี้ภูมิคุ้มกันในตัวของแต่ละคนจะเป็นอย่างไรกันบ้างแล้ว

และถ้าภูมิคุ้มกันของตัวบุคคลเสียไป
ภูมิคุ้มกันของบุคคลรอบข้างจะเสียตามด้วยรึไม่?

ข่าวที่ตีแผ่ปัญหานั่นๆนี่ๆ ส่วนใหญ่ปัญหาเกิดจากการเพิกเฉยต่อปัญหาในระยะแรกเริ่มกันซะส่วนใหญ่
...และเกือบทั้งหมด ความผิดก็จะถูกเหมารวมโยนไปให้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือ บุคคลใดบุคคลหนึ่ง
กลับเข้าเรื่องด่วนสรุปกันอีกแล้วสิเนี่ย...
นึกถึงข่าวเก่าๆอย่าง เด็กเลียนแบบเกมไปจี้แท็กซี่ ที่ครึกโครมกันในหลายปีที่ผ่านมา
ช่วงนั้นจำได้ว่า มีปัญหาเด็กก่อคดีเกิดขึ้นติดๆกันกับเด็กจี้แท็กซี่ด้วย
แถมคำสารภาพของเด็กคนหลังมันจั๊กจี้กว่าคนแรกเยอะฮับ

เด็กเค้าสารภาพประมาณว่า...

"ทำไมถึงก่อคดีแบบนี้ล่ะ"

"ผมอยากเป็นนักการเมืองครับ... ผมเห็นนักการเมือง(ข้าน้อยเข้าใจว่านักการเมืองท้องถิ่นนะฮับ)เค้ามีคดีใหญ่ๆกันทั้งนั้น เลยคิดจะก่อคดีบ้าง"

อุเหม่... เสียดายที่ข่าวเกมทำเด็กเสียคนจนต้องปราบปรามเกมมันดังกลบกระแส
...ไม่งั้นเราคงเห็นข่าวนักการเมืองทำเด็กเสียคนจนต้องหันมาปราบปรามนักการเมืองกันบ้าง
...น่าจะสนุกดีไม่น้อยเลย...

งั้นปิดท้ายประเด็นนี้กันแล้วดีกว่าฮับ
...สังคมส่วนใหญ่มักสร้างกระแสหลักซึ่งเป็นแบบอย่างให้กับหน่วยย่อยๆของสังคม
ถ้าสังคมเหลวแหลก พ่อกินเหล้า แม่ติดไพ่ อะไรกันแบบนี้
...จะหวังแค่ส่วนเสี้ยวดีๆบางส่วน - เช่น สื่อ การสื่อสาร - มาเยียวยา หล่อหลอมให้ลูกเป็นเด็กดีของสังคมได้หรือ?

...ข้าน้อยมองไม่เห็นอนาคตของลูกครอบครัวนี้จริงๆฮับ...