แสงทองแรกแห่งวันใหม่แทรกผ่านหมู่เมฆสีน้ำเงินเข้มที่ปิดย้อมฟากฟ้า
ฝูงนกส่งเสียงร้องขับขานต้อนรับการมาถึงของดวงตะวัน
เช่นเดียวกับพ่อไก่ที่โก่งคอประกาศชัยชนะหลังขับไล่ความมืด

ชาวบ้านเริ่มตื่นขึ้นจากห้วงภวังค์แห่งนิทราการ
ถูกฉุดกระชากจากความฝันให้กลับสู่ความเป็นจริง

ฉันลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาเสียตั้งแต่ฟ้ายังมืดมิด
จัดแจงเตรียมไฟและสำรับอาหารให้เรียบร้อยก่อนที่พ่อมิ่งผัวของฉันจะตื่น
ข้าวนั้นก็ตั้งหม้อไว้แล้ว ผักปลาก็หั่นบั้งอย่างเหมาะสมดีแล้ว
จึงบังเกิดช่วงเวลาสั้นๆที่ฉันได้หันมองสิ่งรอบตัว
และชื่นชมยามเช้าอันอัศจรรย์เช่นนี้

กลิ่นหอมอาหารเริ่มโชยกรุ่น
กลิ่นเครื่องเทศอ่อนๆจากแต่ละเรือนในละแวกล้วนแล้วแต่ชวนเชิญให้ลิ้มรส
เป็นสัญญาณสิ้นสุดของงานครัวและเป็นสัญญาณเริ่มต้นของงานบ้าน

นั่นปะไร น้ำอาบน้ำใช้ในตุ่มก็พร่องลงไปเสียมาก
ดีที่แม่น้ำอยู่ไม่ไกลจากย่านเรือนนัก การตักน้ำจึงไม่ใช่งานที่ยากเข็ญสักเท่าไร

ฉันก้าวลงจากบันไดเรือนไปก็เห็นบ้านของแม่ศรีอยู่ไม่ไกลนัก
และเฉกเช่นทุกวัน มีหม้อน้ำตั้งไว้จนเดือด
ถ้วย ชาม จาน ช้อน ดำผุดดำว่ายอยู่ในหม้อน้ำราวกับคนจนน้ำ
เสียงกระทบกระทั่งกันฟังแล้วคล้ายเสียงร้องขอความช่วยเหลือ

ชาวบ้านหลายคนมองว่าแม่ศรีเป็นคนประหลาด
แต่ทุกคนต่างมองว่าเธอเป็นคนน่าสงสาร

แม่ศรีเสียลูกชายคนแรกไปเมื่อปีกลาย
พิษไข้พรากลูกเธอไปเสียแต่ยังเล็ก
จิตใจของคนเป็นแม่ที่ต้องสูญเสียลูกจะเจ็บปวดเพียงใด ยากจะหาคำอธิบายได้
จวบจนบัดนี้แม่ศรีมีลูกชายคนใหม่แล้ว
ภาชนะ เสื้อผ้าและข้าวของนานาจึงถูกต้มจนสะอาดก่อนจะนำไปใช้
แขกไปใครมาเป็นที่รู้กันว่าต้องล้างเท้าเสียอย่างน้อยสามหนจึงจะขึ้นเรือนได้

ระหว่างที่ฉันคิดคำนึงเสียเพลิน ประเดี๋ยวหนึ่งก็เดินมาถึงแม่น้ำเสียแล้ว
และฉันก็ประหลาดใจยิ่งขึ้นเมื่อพบแม่ศรีที่มาตักน้ำเช่นกัน
ด้วยว่าแท้จริงแล้วแม่ศรีเป็นคนเก็บตัว
เพียงแต่เธอเป็นที่รู้จักเพราะอุปนิสัยการต้มของใช้เท่านั้น
แม่ศรีจึงเหมือนเป็นตัวละครในเรื่องเล่านิทานที่มีชีวิต

"สวัสดีจ้ะ แม่ศรี มาตักน้ำใช้หรือจ้ะ"

แม่ศรีหันมาตามเสียง ยิ้มจางๆเหมือนคนไม่มีแรง "สวัสดีจ้ะ แม่ขวัญ"
เธอวางหม้อน้ำที่มีน้ำเต็มเปี่ยมลงในตะกร้าหาบ และหยิบหม้อน้ำอีกหม้อหนึ่งมาจ้วงลงในแม่น้ำอีก...ฉันนับดูก็เห็นหม้อน้ำถึงหกใบในตะกร้านั้น

"ตายจริง! นี่แม่ศรีตักน้ำคราวละมากๆแบบนี้เชียวหรือ"

"ใช่แล้วจ้ะ"

"เมื่อสักครู่ ฉันเดินผ่านบ้านเธอ ก็เห็นว่าเธอตั้งน้ำไว้ต้มของใช้เสร็จแล้ว เธอยังต้องนำน้ำไปใช้ทำอะไรอีกหรือ"

"ฉันยังขาดน้ำสำหรับต้มเสื้อผ้าที่ซักแล้วน่ะสิ นอกจากนั้นฉันยังเตรียมน้ำไว้ถูเรือนด้วย"

"แต่ก่อนจะขึ้นบ้านแม่ศรีก็ต้องล้างมือล้างเท้าอยู่แล้ว ยังต้องถูเรือนซ้ำอีกหรือ"

แม่ศรีฝืนยิ้มน้อยๆ "ก็จริงหรอกนะ แม่ขวัญ แต่ว่าพ่อชัยผัวของฉันน่ะสิ"
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย "พ่อชัยมักไปร่ำสุรากับเกลออยู่บ่อยๆ กลับมาเรือนทีไรก็เมาจนขึ้นเรือนมาทันที แล้วฉันจะไปห้ามก็ทำไม่ได้ ถูกต่อว่าว่าเป็นเมียเลวชอบขัดผัวไปเสียอย่างนั้น"

ฉันนึกภาพตามว่าแม่ศรีคงเที่ยวดูแลความสะอาดทั่วเรือน ป้องกันมิให้ลูกชายอย่างไข่ในหิน
แต่พ่อชัยซึ่งก็ขึ้นชื่อว่าเป็นขี้เมานั้น คงเกินกำลังที่แม่ศรีจะห้ามได้
เพราะพ่อชัยก็เป็นคนทำงานหาเลี้ยงครอบครัวเช่นเดียวกับพ่อมิ่ง
ตัวของแม่ศรีเองก็คงเป็นเหมือนฉันที่ต้องปรนนิบัติดูแล ไม่อาจโต้แย้งทักท้วงได้มากนัก

"แล้วเช่นนั้น ที่แม่ศรีลำบากต้มของถูเรือนอยู่ทุกวันไม่สูญเปล่าหรือ
ก็พ่อชัยเป็นคนทำลายความตั้งใจของแม่ศรีจนสิ้นเสียเองนี่" ฉันเอ่ยถามตามที่สงสัย

"ก็เพราะเป็นอย่างนั้น ฉันจึงต้องยิ่งปกป้องลูกชายฉันไงจ้ะ แม่ขวัญ" แม่ศรีตอบด้วยเสียงสั่นเครือ
"ลำพังฉันเอง ไม่สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นในสิ่งที่ฉันพอจะทำได้ ฉันก็ต้องทำให้มากไว้"

"ในเมื่อเธอไม่อาจป้องกันได้ทุกประการ แม่ศรีไม่ลองเลี้ยงลูกชายอย่างชาวบ้านคนอื่นๆบ้างล่ะจ้ะ ให้แกได้ลองรับทั้งสิ่งที่ดี สะอาด และสิ่งที่ไม่ดี สกปรก แกอาจจะเข้มแข็งดีไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่แม่ศรีกลัวดอก"

"โธ่! แม่ขวัญ แล้วถ้าฉันต้องเสียลูกชายคนนี้ไปอีกคนล่ะ แม่ขวัญเองก็มีลูกเหมือนกันมิใช่หรือ"

"ฉันเข้าใจจ้ะ แม่ศรี ถ้าฉันต้องเสียลูกฉันไป ฉันก็ต้องเสียใจมากเป็นแน่แท้"
"แต่ในเมื่อฉันไม่อาจดูแลลูกได้ตลอดเวลา ไว้แกโตขึ้นก็ต้องเข้าวัดวาเรียนหนังสือ แกยังอาจจะไปเล่นซนตามประสาเด็ก ถ้าไม่ปลูกฝังให้แกดูแลตัวเองได้แต่เนิ่นๆ ฉันก็เป็นห่วงลูกของฉันว่าแกจะลำบากในยามหน้าเหมือนกันจ้ะ"

"ขอบคุณจ้ะ แม่ขวัญ แต่ฉันเชื่อว่าฉันจะตามดูแลลูกไปให้ตลอด ไม่ว่าลูกของฉันจะโตขึ้นถึงเมื่อใดก็ตามจ้ะ"

"แม่ศรีจะดูแลตลอดไปได้หรือจ้ะ มนุษย์เราเอาแน่นอนไม่ได้ วันนี้พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ได้"

"แม่ขวัญจ๋า ฉันกำชับน้องสาวของฉันไว้แล้ว ว่าถ้าฉันเป็นอะไรไปก็จะให้น้องสาวดูแลแกต่อตามแบบที่ฉันดูแลมาจ้ะ"

"แล้วถ้าถึงวันหนึ่งพอลูกชายของเธอแต่งงานออกเรือนไป เธอก็คงตามไปดูแลไม่ได้เหมือนเคยดอก"

"แม่ขวัญจ๋า ถ้าถึงวันนั้นฉันจะกำชับเมียของลูกไว้ ว่าจะให้ปรนนิบัติดูแลแกต่อตามแบบที่ฉันดูแลมาจ้ะ และจะให้เมียของแกสอนลูกๆต่อไปเช่นกันจ้ะ"

ฉันรู้สึกอบอ้าวเล็กน้อย ครั้นก็ระลึกได้ว่าแดดยามเช้าเริ่มจะร้อนเสียแล้ว ฉันใช้เวลาพูดคุยกับแม่ศรีเสียนานกว่าที่คาดไว้

"ตายจริง! สายเสียเพียงนี้แล้ว ขอโทษด้วยนะแม่ศรี ฉันต้องกลับเรือนก่อนแล้ว เดี๋ยวพ่อมิ่งจะไม่มีน้ำอาบจ้ะ"

"ฉันก็เช่นกันจ้ะ แม่ขวัญ เราคุยกันเสียนาน ประเดี๋ยวพ่อชัยจะโมโหอีก"

ฉันร่ำลาแม่ศรีไม่นานนักก็เร่งรีบหาบน้ำกลับมาที่เรือน
ระหว่างทางน้ำก็เริ่มกระฉอกออกจากหม้อ พร่องลงตามแรงแกว่งไกว
เหมือนกันกับที่ความรู้สึกสงสารแม่ศรีของฉันค่อยๆพร่องลงทุกที

ฉันเทน้ำลงตุ่มไว้เต็มดีแล้วก็อดชำเลืองมองไปทางบ้านของแม่ศรีมิได้
หม้อน้ำเดือดยังคงทำหน้าที่ของมัน
ข้าวของยังคงลอยคออยู่เช่นเคย
ถักทอไอน้ำร้อนออกเป็นม่านจางไหลระริกขึ้นสู่ฟ้า

...ราวกับฉันได้ยินเสียงทะเลาะโวยวายของพ่อชัย ตามด้วยเสียงร้องไห้จ้าของลูกน้อย
...อนาคตของลูกแม่ศรีก็คงพร่าเลือนเหมือนกับด้านหลังของม่านไอน้ำที่ฉันเห็นในยามนี้

----------------------------------------
----------------------------------------

เหมือนข้าน้อยจะเว้นระยะในการอัพบลอคนานเหลือเกิน
กลับมาลำดับนี้ รสชาติคงแปลกแปร่งล้าสมัยไปบ้าง แต่ข้าน้อยก็จงใจให้เป็นเช่นนั้นฮับ
เกิดใครที่ติดตามมานานแล้วเห็นหน้าบลอคเปลี่ยนไปก็อย่าตกใจฮับ ข้าน้อยกำลังจะเปลี่ยนธีมของบลอค ทั้งนี้การเปลี่ยนธีมที่ว่าจำต้องเปลี่ยนสีตัวอักษรของเนื้อหาจากขาวเป็นดำด้วย ดังนั้นถ้าใครตามอ่านลำดับเก่าๆ อาจจะประสบปัญหาเรื่องตัวอักษรสีขาว(ธีมเก่า)บนพื้นขาว(ธีมชั่วคราว)นะฮับ คงต้องแก้ขัดด้วยการกด ctrl+A ก่อนแล้วค่อยอ่าน

ที่มาของลำดับนี้มาจากการที่คุณชิส์ก๊ากชักชวนให้ข้าน้อยลองเขียนบทความให้กับนิตยสารเหม่อๆน่ะฮับ ซึ่งจะมีหัวข้อเกี่ยวกับ "คุณค่าของชีวิต"
ข้าน้อยเองก็ความคิดเห็นเกี่ยวกับหัวข้อดังกล่าวตีบตันพอสมควร พอคิดพลอตเรื่องได้เล็กน้อย เลยลองนำมาผสมๆกับแนวความคิดเก่าๆ แล้วก็เขียนขึ้นมาเป็นเรื่องราวที่ได้อ่านข้างต้น ซึ่ง...ก็รู้สึกว่าตอบโจทย์ได้ไม่ตรงสักเท่าไหร่ฮับ

ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านและทุกๆคอมเมนท์ฮับ

ท่ามกลางทุ่งหญ้าเวิ้งว้างอันกว้างใหญ่
ต้นไม้ใบหญ้าเติบโตขึ้นบางตา
สัตว์ทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าจึงค่อนข้างอดอยาก แร้นแค้น
ต้องดิ้นรนเพื่อเฟ้นหาอาหาร...
ต้องดิ้นรนเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต...

...ทุกวันเป็นเหมือนการเดินย่ำซ้ำรอยทางเดิม...

จนกระทั่ง ในฤดูร้อนที่แห้งแล้ง...
ได้มีมนุษย์กลุ่มหนึ่งเดินทางผ่านมา
แล้วถามหากระต่ายที่อยู่ในท้องทุ่งแห่งนี้
โดยสัญญาว่ามีอาหารจะมอบให้กระต่ายที่ขนสวยที่สุดบนทุ่งหญ้าแห่งนี้

สัตว์ทังหลายก็ยินดีปรีดา รีบไปแจ้งข่าวแก่บรรดากระต่าย
ให้มาชุมนุมกันต่อหน้ามนุษย์กลุ่มนั้น

"กระต่ายเอ๋ย ขณะนี้ ราชาของแคว้นเราทรงพระประชวร
เราจึงออกเดินทางเพื่อหาหนทางจะรักษาองค์ราชา
โดยเราชาวมนุษย์มีความเชื่ออยู่ว่า
น้ำมันที่ได้จากกระต่ายสายพันธุ์ดี จะมีฤทธิ์เป็นยาอันวิเศษ"

เมื่อเหล่ากระต่ายได้ยินดังนั้นก็ตกใจ ถอยหนีไป

"เดี๋ยวก่อนๆ อย่าพึ่งหวาดกลัวไปเลย กระต่ายน้อย
การสกัดน้ำมันกระต่ายออกมานั้น มิได้น่าหวาดหวั่นวิตกหรือโหดร้ายทารุณ

วิธีการสกัดน้ำมันนั้น เราต้องนำหม้อใบนึงใส่น้ำไว้
แล้วตั้งบนไฟให้น้ำร้อนระอุ
จากนั้นนำกระต่ายแช่ลงในน้ำร้อนนั้นเป็นเวลา 3 สัปดาห์
น้ำที่ร้อนจะดึงเอาคุณค่าในขนกระต่ายออกมา และกลายเป็นน้ำมันอันเลอค่า

กระต่ายเอ๋ย อย