ลำดับที่ 68 --สอยดาว--

posted on 17 Oct 2008 16:21 by ddprainlord in Poem
นางฟ้าร่างน้อยเฝ้าคอยเมียงมองฟากฟ้า
จ้องดูดวงดาราอันพร่างพราย
มุ่งหมายจะไขว่คว้าเอาเดือนดาวมาใส่ขวดโหล
จะผูกโบว์เก็บไว้ในชั้นเมฆขาว
ให้แสงดาวได้พราวพรั่งหลั่งแสงสะท้อนเป็นสีเงินยวง

นางฟ้าจึงล่วงก้าวเ้ข้าสู่ฟากฟ้าแห่งนิทรากาล
ออกแรงหว่านม่านตาข่ายไปในเวิ้งฟ้า
หากแต่เมื่อดึ้งรั้งกลับมา กลับมีเพียงความมืดมิดที่ติดในห้วงแห
...แลไป ไม่พบแม้ดาวสักดวง...

ความหวังยังไม่สิ้นสุด

เธอจึงรุดหน้าหว่านแห่อีกครั้งครา
ตาข่ายก็แผ่กว้างไปคลุมครอบฟ้า
แต่ดวงดารากลับเร้นกายหนีหายไปจากปากแหที่เบิกกว้าง
ประหนึ่ง ฝูงปลาว่ายพาร่างหลีกหลบจากเงื้อมเงาของผู้ล่า
ประหนึ่ง วารีที่แตกซ่านเป็นม่านวงจากการกระโดดของก้อนหิน

ดวงดาวกำลังบินหนีไป
...ไม่ห่างเหินเกินไกล
...อยู่ใกล้เพียงมือเอื้อม

...หากแต่เอื้อมเท่าไรก็ไม่เ่ท่าทัน...

พริบพลัน ราตรีนั้นดั่งชั่วครู่
กาลเวลาแห่งเช้าตรู่ก็ทอแสงมาทายทัก
ปกปักษ์รักษาหมู่ดวงดาราให้จางหาย
ลบเลือนไปใต้แสงสว่างอันอบอุ่นแห่งทิวากาล

นางฟ้าจึงหมดหนทางจะฉวยคว้าหาดวงดาวเอาไว้ได้
...เธอร้องไห้ เสียใจ...
...สิ่งที่เหลือไว้มีแต่เพียงความเหนื่อยล้า...

---------------------------------------
---------------------------------------

ลำดับนี้ ข้าน้อยตัดตอนไว้ครึ่งทางฮับ
เพราะแท้จริงแล้ว เรื่องราวเพียงครึ่งแรกก็เก็บงำความหมายของสิ่งที่ข้าน้อยอยากบอกเล่าไว้หมดแล้ว
หากแต่ นี่เป็นบทอวสานของเรื่องราวนี้
...มันคงเป็นเรื่องราวที่แสนเศร้าจนเกินไปฮับ...

นับจากนี้ต่อไปจะเป็นครึ่งหลังของลำดับนี้
และเป็นเสมือนบทเฉลยของแก่นที่ข้าน้อยบอกไว้อีกด้วย
ข้าน้อยแยกมันออกมา
เพียงเพราะ...ข้าน้อยไม่อยากบอกออกไปตรงๆว่าข้าน้อยต้องการจะสื่ออะไร...
เพราะคำเฉลยมันจะปิดกั้นความคิดฮับ

ให้เวลากับการอ่าน ได้เปิดหนทางของความคิดคำนึง กันสักนิดฮับ
แล้วหลังจากนั้น จะเลือกอ่านต่อๆกันไปให้เป็นนิทานหนึ่งเรื่อง
หรือจะหยุดอยู่แค่นั้น และสรรสร้างตอนจบของลำดับนี้ให้แตกต่างหลากหลาย

...ให้คุณผู้อ่านได้เป็นผู้เลือกเองแหล่ะฮับ...


เทวดาร่างน้อยเฝ้าคอยแอบมองนางฟ้า
ดูเธอไขว่คว้าหาดวงดาราอันพร่างพราย
มุ่งหมายจะเห็นเธอเป็นสุขสมหวังดังที่ตั้งใจ
เพราะความไร้เดียงสาอันเลอค่าได้ประดับประดารอยยิ้มของนางฟ้าให้สดใส
จนอาจแปรผันสรวงสวรรค์ให้หวานหอม เป็นสีชมพู

ในยามเช้าตรู่นี้ ที่เธอมีน้ำตา
เทวดาจึงก้าวขาเข้าหานางฟ้าร่างน้อยในทันใด
"ในยามที่เธอเฝ้าไข่วคว้าความสุข ค้นหาดวงดาว
เธอได้เก็บเกี่ยวเอาเรื่องราวมาไว้ในห้วงแหแห่งกระแสความคิด
แต่ชีวิตนี้ช่างแปลกนัก...
เรามักกวาดเก็บเอาความเศร้า ความเหงา และความทุกข์มาซ้ำเติมตน
จนหม่นหมอง และมืดมิดยิ่งกว่าฟากฟ้าราตรี

...ในยามที่เธอดิ้นรน จนสิ้นแรง...
เกลียวคลื่นแห่งความเหนื่อยล้าก็ถาโถมเข้าซ้ำเติม
เพิ่มภาระอันหนักหนาจนน้ำตาแทบอาบไหล

...ในยามนี้ ขอเธอจงพักผ่อน...
ปล่อยให้ใจโอนอ่อนไปกับความเป็นจริงของโลกนี้
ปล่อยให้ใจได้มีเวลาทำความเข้าใจไปกับธรรมชาติ

...ในยามนั้น... เธออาจได้สัมผัสกับความสุขที่ซุกซ่อนอยู่รอบกาย
...ในยามนั้น... เธอคงได้ลิ้มรสความหมายของสิ่งที่เธอมองข้ามไป"

นางฟ้าได้ยินดังนั้น ก็หลับตา หยุดสะอื้นไห้
พักผ่อนหัวใจจากการตามหาดวงดารามาตลอดราตรี

...และในเวลาที่เธอลืมตาขึ้น...

เธอคงได้ประจักษ์ในความสวยงามของแสงตะวันในยามเช้านี้
...ที่แม้ดวงดาวอันพราวแสงจะแข่งขัน ก็ไม่อาจมีชัยชนะได้เลย...


ขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน และทุกๆคอมเมนท์ฮับ

Comment

Comment:

Tweet

...ตอนเราอ่าน เรากลับคิดในจุดที่ว่า บางครั้งสิ่งที่เรามองเห็นว่าเป็นแสงสว่างที่สุดในเวลานั้น...

อาจจะเทียบไม่ได้กับแสงสว่างที่มีอยู่จริง แต่มันยังมาไม่ถึง (ความสว่างของดาวในเวลากลางคืน ไม่เท่ากับของดวงอาทิตย์ในเวลากลางวัน)

#4 By SkyKiD on 2008-10-18 13:14

มองเห็นสุขก็ว่าสุข มองเห็นทุกข์ก็ว่าทุกข์
คิดถึงคำกล่าวที่ว่า เวลามีความสุขมันจะแสนสั้น...เวลาทุกข์...แสนยาวนาน...

ยังชอบการบรรยายของพี่จริงๆ><

#2 By Kurei on 2008-10-17 18:48

กล่าวสรุปสั้นๆ
...คนเราให้น้ำหนักกับความสุข และ ความทุกข์ไม่เท่ากัน นั่นล่ะฮับ... confused smile

#1 By DDP on 2008-10-17 17:31