นกชายเลนปากช้อนเช่นข้าฯบินอพยพเช่นนี้เป็นประจำ
จากเหนือสู่ใต้เพื่อไขว่คว้าหาอากาศอบอุ่น
จากเขตแห้งแล้งสู่ท้องถิ่นอันอุดมสมบูรณ์
...เดินทางข้ามทวีปก็ว่าได้...

บนแผ่นดินใหญ่น้อยที่พานพบเพียงผิวผ่านนั้น
ข้าฯได้เห็น ได้ยิน ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย
เฝ้ามองการเติบโตของผู้คน
ดื่มด่ำในวิถีชีวิตของชาวบ้าน
ลิ้มรสในความคิดอ่านของผองประชา
กลืนกินประสบการณ์ของมนุษย์

สามลมเอ๋ย...

ข้าได้พบแผ่นดินแห่งหนึ่ง...
ในเขตคามนั้น ความอุดมสมบูรณ์ขึ้นอยู่ทุกหย่อมหญ้า
ประชาชนล้วนแล้วแต่ประดับประดาด้วยรอยยิ้มเป็นเอกลักษณ์
พวกเขาได้รับการปกปักษ์คุ้มครองโดยผู้ทรงธรรมอย่างยวดยิ่ง
และยังเติบใหญ่ใต้ร่มแห่งความดีงามเป็นสีเหลืองทองของรวงข้าว

...ข้าฯรักพื้นดินแห่งนี้ยิ่งนัก...
ข้าฯยังนึกยินดีปรีดาไปกับผองชนบนแผ่นดิน

สายลมเอ๋ย...

เจ้าหมุนเวียนเปลี่ยนไปเท่าไรแล้ว
ฤดูกาลหมุนวนเป็นวัฏจักรนับครั้งไม่ถ้วน
...จากร้อนแล้งสู่ชิ้นฝน...
...จากเปียกฉ่ำสู่เย็นเยียบ...
...จากหนาวเหน็บสู่อบอุ่น...
เฉกเช่นข้าฯ ที่หมุนเวียนเปลี่ยนผัน ถ่ายทอดชีวิตจากพ่อสู่ลูกหลาน
จนในกาลนี้ ปีกข้าฯไร้เรี่ยวแรงจะร่อนลม
ข้าฯจึงกลับมาสู่แผ่นดินที่ข้าฯรัก

สายลมเอ๋ย...

สิ่งซึ่งสูงส่งจักเสื่อมสลายลงเป็นสัจธรรม
ในเยาว์วัยข้าเคยได้รับฟังคำขานผ่านหัวใจ
แต่พึ่งประจักษ์แจ้งถึงแก่นแท้ของมันในวันนี้

สายลมเอ๋ย เจ้าจงมองดูเถิด...

ผู้คนเติบใหญ่ถึงเพียงนี้แล้ว
จนพวกเขาชาชินกับความอุดม
จนจ่อมจมกับเปลือกนอกของความสุขสบาย
ในยามนี้... วัฒนาที่บ่มเพาะไว้เนิ่นนานจึงถูกปล่อยทิ้ง
ในยามนี้... มายาที่เติบใหญ่ได้ง่ายกลับถูกประคบประหงม
วัตถุนิยมได้ครอบงำผู้คนในดินแดนนี้แล้ว
พวกเขาทอดทิ้งทุกสิ่งเพียงเพื่อการครอบครอง
พวกเขาลืมความปรองดองจนหมดสิ้น
รีดเร้นเอาสมบัติแลทรัพยากรจนธรรมชาติเหือดแห้ง
กดขี่ผู้คนที่ใช้ชีวิตร่วมกัน เพื่อปีนป่ายไปสู่ยอดเบื้องบน
แข่งขันกันจนลืมจุดหมายเดิมที่เลี้ยงเพียงชีพตน

บางผู้คนก็ค้นพบเส้นทางของเงินทอง
บ้างก็หยิ่งผยองและหยุดนิ่ง
จึงดิ่งลงสู่หนทางแห่งการแก่งแย่งอีกครั้งครา
บ้างก็เขลาขลาดหวาดกลัวการร่วงหล่นจนตัวสั่น
จึงแย่งชิงกันกินกลืนทุกสิ่งไว้เป็นของตน

บางผู้คนที่ไม่พบเส้นทางของเงินทอง
บ้างก็จับจ้องรอคอยผู้สำเร็จถึงเส้นชัยด้วยมิจฉาจิต
จึงลอกเลียน จึงแย่งชิง จึงเข่นฆ่ากัน
บ้างก็เบื่อหน่ายต่อการดิ้นรน
จึงปรนเปรอตนด้วยความเพ้อฝันและหลับไหลไม่รับรู้

แล้วผู้คนที่เหน็ดเหนื่อย
ก็ขีดกรอบของตนให้ข้นแคบ
เพราะดูแลแค่ตนยังอ่อนล้า
จึงไม่อาจลืมตาหันมองรอบกาย
ปัดเป่าเพียงตนให้พ้นเคราะห์ก็เพียงพอ
ความรับผิดชอบต่อสังคมจึงตกต่ำลงทุกที

และเมื่อผู้คนอ่อนล้าได้เบื่อหน่าย
ก็ลดเลิกที่จะดูแลตนอีกต่อไป
เพราะคิดแล้วว่าดิ้นรนไปก็ไร้ทางออก
จึงลวงหลอกตนด้วยความสุขชั่วข้ามคืน
ดิ้นรนเพียงชั่วสั้นๆให้คืนวันผ่านพ้นไป
เลิกหวังต่อการพัฒนาตนให้มีคุณค่า
ก่นด่าสิ่งที่ถาโถมเข้ามาว่าไร้ค่าและสูงเกินเอิ้อม
ระอาเอือมต่อการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
พึงพอใจต่อการเสพสิ่งสำเร็จรูปจากแดนไกล
รับมาช่วงใช้โดยไม่มองความเหมาะสม
ครั้นเมื่อความโสมมที่สะสมไว้เริ่มออกดอกผล
บางผู้คนก็เลือกแก้ปัญหาด้วยการปิดกั้น
ยิ่งเลือนความจริง ความเข้าใจให้จางหาย
ยิ่งลบเหตุผลอันจะสืบเนื่องไปสู่วัฒนาการให้ห่างไกลออกไป

วัยเยาว์ที่กำเนิดมาในยามนี้
จะหามีผู้ใดมาสั่งมาสอน
เสียแต่ที่ครุศาสตร์ไม่มีราคาพอจะสร้างเงินตรา
ชาวประชาจึงลืมคุณค่าของอนาคต
ปล่อยให้เมล็ดงอกเงยตามแต่ใจไร้วินัยกำกับ
ยัดเยียดเพียงความรู้อันเป็นสัญญาที่พร่าเลือน
อย่าคิดเลย จงจำและทำตามเสียเถิด

ปล่อยปัญญาที่มีมาให้แห้งเหี่ยวร่วงหล่นไป
คุณธรรมที่เคยสอนใจก็ถูกเก็บใส่ลิ้นชักไปแล้ว

สายลมเอ๋ย...
ข้าฯจักหวังสิ่งใดได้อีกเล่า...

ข้าฯนั้นเป็นเพียงผู้พบผ่าน
ยังสะเทือนใจแสนเศร้าสร้อย
...ข้าฯนึกฝันถึงผู้ปกครองแห่งแว่นแคว้นนี้...
...ท่านผู้นั้นจะเหนื่อยยากเพียงไหน...
ในยามที่ผู้คนสิ้นหวังไร้ร้างซึ่งทางออก
ต่างหันเหไปพึ่งพาบารมีแห่งอำนาจนั้น
เฝ้าฝันให้ปัญหาได้คลายคลี่
โดยที่ไม่ดิ้นรนด้วยตนเอง
ในกลุ่มผู้คนที่หิวโหยเฝ้ากอบโกยไม่สุดสิ้น
มัวเมาหลงใหลกระหายในอำนาจ
เฝ้าหวังจะได้ครอบครองเพื่อชี้นำผู้คน
มาส่งเสริมให้ตนได้ยืนยงชั่วนิจนิรันดร์
...ทั้งที่จริงแท้แล้วไม่อาจทำได้เลย...

ใจนึง ข้าฯอยากหัวเราะ
...หัวเราะแด่ผู้ประมาทในสัจธรรม...
ก่อกรรมใดไว้แล้วย่อมไม่แคล้วต้องดื่มกินผลนั้น...

ใจนึง ข้าฯอยากร้องไห้
...ร้องไห้แด่ผู้ที่ทุ่มเทดิ้นรนแก้ไข
หากแต่ไม่อาจเปลี่ยนแปรกระแสแห่งความลวง...

จะมีบ้างไหม ที่วัฏจักรอันเสื่อมโทรมนี้จะคลี่คลาย
จะมีบ้างไหม ที่วงจรอันเลวร้ายนี้จะจบลง

หลายผู้หลายคนดิ้นรนด้วยอุดมการณ์
ข้าฯนึกหวังให้กำลังใจพวกเขาเหล่านั้น
แต่สุดท้ายแล้วเมื่ออำนาจทำให้ใจเขาผยอง
ผลลัพธุ์จึงคล้ายที่ความสุขสบายทำลายผู้คนในกาลก่อน

สายลมเอ๋ย...

...ข้าฯเหมือนถูกหักหลัง...

...ข้าฯสิ้นกำลังยิ่งกว่าเคย...

...ข้าฯไม่มีต่อมน้ำตา จึงไม่อาจหลั่งน้ำตาได้...
...ข้าฯมีแต่โลหิตที่จะหลั่งไหล...
...เช่นนั้น ข้าขอหลั่งโลหิตเพื่อแผ่นดินนี้...

สายลมเอ๋ย...

โปรดฟังเสียงกระซิบแห่งความหวังครั้งสุดท้ายของข้าฯ...

....................

ฟังเสียงของข้าฯไว้ แล้วพัดพามันไปให้ไกลแสนไกล
โบยบินไปสู่มนุษย์ทุกผู้บนแดนดินที่ข้าฯรักยิ่ง

ให้พวกเขาได้รับฟังและเข้าใจ...
ก่อนที่เสียงข้าฯจะจางหายไปกับสายลม...

----------------------------------------
----------------------------------------

ลำดับนี้จริงๆเคยคิดไว้แบบลางเลือนมาก
มาเป็นรูปเป็นร่างจริงๆตอนที่คุยกับเพื่อนคนหนึ่งฮับ
เลยต้องรีบมาเขียนก่อนที่แนวความคิดจะเปลี่ยนแปลงไปจนเสียรูปเสียรสซะหมด

ทำไมต้องนกชายเลนปากช้อน?
หลายคนจะสงสัยกันรึป่าวนะ...
ข้าน้อยอาศัยการเล่าเรื่องแบบมองมุมสูงหรือ bird's eye view
ข้าน้อยก็เลยเลือกให้ลำดับนี้เป็นการพูดคุยกันของนกกับสายลมฮับ
นัยนึงก็ล้อเลียนในมุมมอง
นัยนึงก็แสดงออกถึงความพร่ำเพ้อคร่ำครวญ
พอพูดถึงนก ในประเทศไทยเราก็มีนกอพยพผ่านตอนฤดูหนาวไม่น้อย
ข้าน้อยเลยไม่อยากเขียนว่านกลอยๆแบบไม่มีความหมาย
พอค้นแก้วสารพัดนึก เอ่อ... กูเกิ้ลน่ะฮับ
ก็ไปพบนกสายพันธุ์ดังกล่าว
ซึ่งเป็นนกที่หาดูยาก และพบเห็นได้ในอ่าวไทย(เข้าใจว่าที่นี่เท่านั้นด้วย)
นกชายเลนปากช้อนจึงเป็นสัญลักษณ์ของการถูกคุกคามไปพร้อมๆกับแสดงชาตินิยมได้ด้วย
ด้วยเหตุนี้แหล่ะฮับ มันก็เลยเข้ากันมากๆกับบทความนี้
และกลายเป็นตัวเปิดเรื่องไปในที่สุด
...เพียงแต่ก็ให้โผล่มาเพียงหนเดียวเท่านั้น
...แต่ก็เสียดายถ้าคนอ่านจะผ่านเลยไปโดยไม่รู้จักความหมายของมัน

เนื้อความนอกเหนือไปจากนั้น
ตีความกันเองให้สนุกเถอะฮับ
มันเป็นลูกโซ่ที่เชื่อมโยงกันไปไม่รู้จบ
ข้าน้อยจึงจนปัญญาในการรวบรวมและเรียบเรียงเป็นเรื่องเล่าให้สั้นกว่านี้
ในขณะเดียวกัน ข้าน้อยก็ได้แต่เขียนฉาบฉวยไม่ลึกซึ้ง
...ไม่เช่นนั้น คนอ่านคนตาแฉะร้องไห้คาหน้าจอเพราะปวดตาฮับ...

สุดท้าย เสียงของนกตัวนี้จะพัดพาไปไกลเพียงไหน
ผู้คนที่ฟังสายลมกรีดร้องแล้วจะเข้าใจว่าอะไร...
คำตอบนั้นคงล่องลอยอยู่ในสายลมฮับ...

ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านและทุกๆคอมเมนท์ฮับ

ปล. แท็กของคุณอ้อมเรื่องหนังสือที่อ่านเอง ข้าน้อยว่ามันซ้ำซ้อนกับแท็กประจานตัวเองในข้อที่ว่าหนังสือที่ชอบที่สุดคืออะไรไปแล้ว ข้าน้อยเลยไม่ตั้งแท็กใหม่อีก มาเพิ่มให้นิดว่า หนังสือเล่มแรกที่อ่าน... ข้าน้อยจำความได้ว่านั่งอ่านหนังสือภาพสอนภาษาอังกฤษของดิสนีย์อ่ะฮับ เหะๆ...
ต้องขอบคุณท่านแม่และท่านป้าที่สั่งสอนให้ข้าน้อย
รักอ่านได้ถึงเพียงนี้ ^^

Comment

Comment:

Tweet

ยาวไปหน่อย ติดไว้มาอ่านนะ

#6 By KOMIE on 2009-02-02 00:28

แก้เรื่องตัวอักษรขนาดใหญ่เกินให้แล้วฮับ big smile

#5 By DDP on 2008-12-23 12:43

คนเราสมัยนี้ให้ความสำคัญกับวัตถุมาก่อนคับโดยเฉพาะคนในกรุงเทพ แต่ต่างจังหวัดอาจมีบ้างคับ แต่คนต่างจังหวัดมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นกันเองมากคับ
ตัวหนังสืออ่านยากจิงๆคับ ไงลองปรับดูนะคับ

#4 By Frankie8 on 2008-12-22 11:55

น่าจะปรับตัวอักษรสักหน่อยนะครับ มันติดกันเหลือเกิน อ่านยากมากกกกกกกกกกกกกกกกกก
ว้าว

ชอบนัยนกชายเลนมาก และบทส่งท้ายก็สะเทือนใจมาก
หมดที่จะคอมเม้นท์เพราะส่วนใหญ่มักจะพูดไปเรียบร้อยแล้ว แต่เอ็นทรี่นี้มันสะท้อนสังคมแบบเศร้าๆยังไงไม่รู้นะ ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เกิดมันเศร้าอย่างเดียว แต่ถ้าให้เปรียบ ผมเห็นภาพจากมุมมองนกปากห่าง เป็นประเทศที่ร้าง ผุพัง และมีแต่สีเทา

ข้าเจ้าสงสารในหลวงจับใจ= =

#2 By Evan Yzac -- The Crow on 2008-12-15 15:24

รับทราบความตอนท้าย

ว่าแต่ว่า entry นี้มันอ่านยากหนักหนา และระลานสายตาของป้าเป็นอย่างยิ่ง sad smile