ลำดับที่ 73 --จาก 1/2 = 1 สู่ 1 = 12--

posted on 17 Sep 2009 01:56 by ddprainlord in etc

ช่วงนี้เจอเรื่องหนักหนามาเยอะจนจะเข้าสู่โลกมืดอยู่รอมร่อฮับ
เลยกลั่นความรู้สึกมาให้อ่านกันอย่างเคยๆไม่ไหว

...ไม่เช่นนั้นคนอ่านคงได้หมดศรัทธาต่อโลกอย่างที่ข้าน้อยเป็น...

ลำดับนี้จึงเป็นลำดับในรูปแบบที่ไม่ค่อยมีให้เห็นในบลอคของข้าน้อย
นั่นก็คือการทีข้าน้อยนำประเด็นความคิดหยิบยกมาคุยกันตรงๆแบบไม่ขัดเกลาเช่นนี้

จั่วหัวเรื่องมาวันนี้ออกไปทางคณิตศาสตร์กลายๆ
ซึ่งเดาเอาเองว่าหลายคนคงทำหน้าแหยๆ ไม่ค่อยอยากจะอ่านต่อ
แต่เรื่องมันก็มีที่มาจากเรื่องใกล้ตัวเลยฮับ


...เรื่องมีอยู่ว่า...

ข้าน้อยพักผ่อนรักษาตัวอยู่กับบ้าน อาศัยว่าดูโทรทัศน์ที่คุณพ่อคุณแม่เปิดดูไว้ไปพลางๆ
แล้วก็ไปเจอกับโฆษณาผงซักฟอกยี่ห้อนึงเข้าฮับ

โฆษณาเค้ามุ่งเน้นไปถึงสมการ 1/2 = 1 ฮับ
ครูก็ออกมาบอกว่านักเรียนผิดแล้ว แต่นักเรียนก็ยืนกรานว่าคุณแม่ผมสอนมา
ตอนท้ายถึงมาขยายความว่า สมการนี้น่ะ หมายถึงจำนวนผงซักฟอกที่ใช้ในการทำความสะอาดเสื้อต่างหาก
ดูสิ ยี่ห้อเราครึ่งช้อน ก็สะอาดเทียบเท่ากับยี่ห้ออื่นๆช้อนเต็มๆได้แล้ว

คุณแม่ของข้าน้อยก็เล่าปิดท้ายโฆษณาว่าน้องสาวของคุณแม่(ซึ่งก็คือคุณน้าของข้าน้อยเอง)ไม่ชอบโฆษณานี้เอามากๆ เพราะเค้ามีลูกชายวัยอนุบาล
พอเด็กๆมาดูเข้าก็เข้าใจผิดกัน ต้องมาสอนให้เข้าใจถูกกันอีกที

ข้าน้อยได้ฟังเข้าก็เก็บมานั่งคิดตามประสานักคิดไม่เจียมตัว
โฆษณานี้ได้กล่าวถึงหลายประเด็นความคิดพร้อมๆกันฮับ
เราลองมานั่งคุยกันดีกว่า


...1/2 = 1 จริงหรือ?...

ข้าน้อยเชื่ออยู่อย่างนึงว่า ทุกคนเคยโดนสอนสมการแปลกๆตั้งแต่เด็กว่า

1 = 12

หลายคนก็ส่ายหัว เอาอะไรมาพูด เห็นอยู่ชัดๆว่ามันไม่เท่ากัน
แต่เมื่อเราขยายความต่อไปอีกนิด เป็นว่า

1 โหล = 12 ชิ้น

ทุกคนก็จะร้องอ๋อขึ้นพร้อมกัน
หลายคนก็จะบ่นว่า แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก (และหลายคนก็จะบ่นว่า เดาออกตั้งแต่แรกแล้วเฟร้ย)

แสดงว่า ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่อาจสรุปตัวเลขลอยๆมาคุยกันได้
ลักษณนาม หรือ หน่วย ที่ตามหลังมาก็มีความสำคัญที่ไม่อาจตัดได้เช่นกัน
แต่อาศัยความสะดวกสบาย พอเราตัดสิ่งต่อท้ายที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญออก
เนื้อหาใจความโดยรวมก็เลยผิดไปด้วย

อันนี้สังเกตจากการที่ไปสอนพิเศษเด็กๆมัธยมปลายมาหลายรุ่น หลายโรงเรียน
เด็กๆมักจะไม่ใส่หน่วยในระหว่างการคำนวณแหล่ะฮับ
"ก็มันยุ่งยากอ่ะ ไว้คำนวณเสร็จค่อยใส่ก็ได้" เป็นคำตอบที่ได้ยินบ่อยมากๆ
แต่แล้วการที่ไว้ใส่ก็ได้นี่แหล่ะฮับ นำปัญหามาถึงที่เชียว
"แล้วจะใส่หน่วยอะไรดีล่ะ?"
"รู้งี้ไม่ตัดไปตั้งแต่แรกก็ดีแล้วล่ะ"
...อันนี้เป็นคำที่ตามมาหลังเฉลยกันว่าน้องเค้าไปพลาดกันตรงไหน
จุดเล็กๆที่มองข้ามไปมันนำพาปัญหาใหญ่มาทีหลังทุกครั้งไป

ในทำนองนี้ เราอาจมองได้ว่าหน่วยนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของคณิตศาสตร์ไปซะแล้ว
ทั้งๆที่มันก็ไม่ใช่ตัวเลขสักนิดเดียว แต่พอตัดออกปุ๊บค่าของตัวเลขก็ถูกเข้าใจผิดไป

...จะมองว่ายังไงได้นะ?...

คณิตศาสตร์ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวเลขเท่านั้น
เราแค่ได้ยินกันว่า คณิตศาสตร์ ในหัวก็จะรีบต่อท้ายกันทันควันว่า
คณิตศาสตร์แปลว่า เลข ต้องเป็น ตัวเลขแหงๆเลย
แต่คำหนึ่งคำที่เราใส่ความหมายให้กับมันกลับกลายเป็นกำแพงที่ปิดกั้นความหมายโดยรวมไปซะแบบนั้น

ข้าน้อยเรียกอาการแบบนี้ว่าด่วนสรุปฮับ

เราเจอกันบ่อยทีเดียวกับการด่วนสรุปแบบนี้ ตัวอย่างเช่น

"เค้าเป็นคนดี"
---> อ๋อ งั้นเค้าต้องดีกับทุกคน จะชั่วไม่ได้นะ ตั้งความคาดหวังได้เยอะเชียว คนแบบนี้
---> อ๋อ งั้นแปลว่าเราจะทำตัวยังไง เค้าก็จะดีกับเรา งั้นทำตัวแย่ๆก็ไม่เป็นไรหรอก
---> เห้ย ไม่มีใครเป็นคนดีจริงๆหรอกว่ะ ยังไงมันก็ต้องแอบเลวแต่แค่สร้างภาพลักษณ์เก่งๆ หมั่นไส้วุ้ย

"นายหนึ่งเป็นนักเขียนการ์ตูน"
---> หมอนี่ไร้น้ำยาชัวร์ อาชีพอื่นดีๆมีตั้งเยอะ ไม่ทำ มาเลือกอาชีพไส้แห้งแบบนี้ ไม่ไหวๆ
---> นายคนนี้ต้องเก่งศิลปะชัวร์ป๊าบ นึกๆแล้วอยากให้เขียนภาพเหมือนเราสักรูปดูจัง
---> เดาได้เลย นายคนนี้นะ ต้องทำตัวเซอร์ๆ ติสท์ๆ ดื่มเหล้าเก่ง ทำตัวเฮฮาไร้สาระ ไม่มีเหตุผล

...จากหนึ่งข้อความ แปลผ่านอคติออกมาได้สามแบบ
แล้วเหตุการณ์ในวันนึงๆ บวกกับอคติของมนุษย์หกพันล้านชีวิตของโลกใบนี้
ความแตกต่าง การเข้าใจผิด ความไม่พอใจ ความวุ่นวาย ความโกลาหลมันก็ตามมาเป็นขบวนแหล่ะฮับ
...ไม่ต่างจากคิดคำตอบผิดเพราะเผลอตัดหน่วยทิ้งไปเลยแฮะ
...แค่เปลี่ยนจากเหตุการณ์บนหน้ากระดาษมาแปะบนชีวิตจริง

เอ๊ะ งี้ก็แปลว่าเราไม่ควรตัดหน่วยทิ้งน่ะสิ

ใช่ ไม่ควรด่วนสรุปด้วย

อ๊ะ เดี๋ยวๆ งี้แปลได้มั๊ยว่าหน่วยมันก็สำคัญเท่าๆกับตัวเลข

...น่าจะได้เนอะฮับ...

งั้นตีความต่อไปอีกนิด ภาษาศาสตร์ กับ คณิตศาสตร์ ก็สำคัญเท่าๆกัน
คิดเลขเก่งยังกะพ่อเป็นคอมพิวเตอร์ แม่เป็นเครื่องคิดเลขแต่คุยกับใครไม่รู้เรื่องก็จบ
ประพันธ์กลอน แปลนิยาย เขียนหนังสือขั้นเทพ แต่ไปซื้อข้าวทีไรจ่ายเงินผิดทุกทีก็คงไม่ไหว

ขยายความให้ใหญ่ขึ้นอีก ได้ว่า ศาสตร์ไหนๆ ก็สำคัญต่อมนุษย์เท่าเทียมกัน
...คนเราจะเป็นคนที่สมบูรณ์ได้จริงๆ ก็ควรมีความรู้ความอ่านรอบด้าน
จริงอยู่ คนเราจะเลี้ยงชีพให้ได้ดีควรมีสักด้านที่เด่น
แต่ไม่ใช่ว่าด้านที่เหลือเราจะไม่ต้องใส่ใจก็ได้นะ

ได้ปริญญาทางไข่เจียวแต่เกี้ยวหญิงไม่เป็น ก็เศร้าใจนะเออ

ถ้าแบ่งศาสตร์ออกมาเป็นหมวดใหญ่ๆ เค้าว่าแบ่งได้เป็น วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ แล้วก็ ศิลปศาสตร์ฮับ
แปลให้ง่ายอีกนิด คนเราควรรอบรู้ในเหตุผล รอบรู้ในผู้อื่น และ รอบรู้ในอารมณ์
ลองขาดหายไปสักด้าน ชีวิตคงดูแปลกๆพิลึกฮับ

อ้าว งี้เด็กสายวิทย์เก่งกว่าเด็กสายศิลป์ก็ขี้จุ๊อ่ะดิ

ใช่ฮับ ขี้จุ๊มาก ศาสตร์ทุกศาสตร์มันเท่าเทียมกัน ตัดสินกันว่าเก่งกว่าหรือไม่ ไม่ได้หรอกฮับ
เพียงแต่เด็กๆหลายคนก็มักจะคล้อยตามผู้ใหญ่และกระแสสังคมกันได้
สายวิทย์เค้าว่ายากอ่ะ ใครๆก็บอกว่าเราโง่ ไปสายศิลป์ก็ได้
...จะดีเร้อะ?
สุดท้ายคำว่ายากง่าย มันก็ขึ้นกับความถนัดแต่ละบุคคลอยู่ดีฮับ
ลองให้คุณหมอจบปริญญาเอกไปปักข้าวดำนาดูสิ
แพ้ชาวนาจบป.สี่ไปแบบไม่ต้องคิดอะไรมากเลยฮับ

เห งี้ คุณหมอ วิศวกร ครู ศิลปิน ชาวนา กรรมกร ก็เก่งเท่าๆกันหรอ?

ใช่ เพียงแต่เค้าเก่งกันคนละด้าน กรุณาอย่าเอามาใส่เครื่องหมาย =. > หรือ < กันง่ายๆเชียวฮับ
ลองประเทศไหนไม่มีชาวนาดูสิ หิวตายกันหมด
ลองประเทศไหนไม่มีกรรมกรดูสิ การก่อสร้างชะงักกันหมด
...ทุกหน่วยของสังคมจึงสำคัญเท่าเทียมกันด้วยประการละฉะนี้
...เลิกเปรียบเทียบ เหยียดหยามกันดีกว่าเนอะ?

โลกเราคงน่าอยู่ขึ้นเยอะเลยฮับ


งั้นจบประเด็นลำดับนี้กันดีกว่าเนอะ

อ๊ะ เดี๋ยว ที่กล่าวมาทั้งหมดเนี่ย ตาเจ้าของบลอคมันฟุ้งซ่านเองหมดเลยไม่ใช่หรอ
เกิดเด็กมันฉลาด เข้าใจที่มาที่ไปตั้งแต่แรก จะมาฝอยให้ยาวเสียเวลาทำไมเนี่ย

...นั่นสิ... ทำไมต้องไปตัดสินใจแทนเด็กเค้าด้วยล่ะ
1/2 = 1 อาจจะไม่ได้ทำให้เด็กเสียคนก็ได้
แต่พ่อแม่ตลอดจนครูบาอาจารย์ที่ปล่อยให้เด็กเข้าใจว่า 1/2 = 1 นี่สิ สมควรปรับปรุงตัวเอง ใช่มั๊ย?

วกเข้าเรื่องเซนเซอร์และเรตติ้งได้ไงนะนี่...?
สังคมหนึ่งๆเกิดผ่านการหล่อหลอมดูแลซึ่งกันและกัน
กระบวนการปกป้อง - เด็กไม่ควรดูสื่อรุนแรง ฯลฯ - เป็นสิ่งที่พึงมีฮับ
แต่อย่าให้การปกป้องไปบดบังการเรียนรู้น่าจะดีกว่ามั๊ยนะ?
ลองว่าเราไม่เคยเห็นสีดำ คงไม่รู้หรอกว่าสีที่เจอข้างทางน่ะ มันขาว เทา หรือเป็นแบบไหน
ลองว่าเราต้มภาชนะให้สะอาดไปทุกครั้ง ร่างกายมันก็จะเรียนรู้ที่จะอ่อนแอ ไม่แข็งแกร่งต้านเชื้อโรคอย่างเคย
...เหมือนที่ว่าการแพทย์เจริญขึ้นๆ แต่เราก็ยังเป็นโรคตายกันเป็นปกติ...
สงสัยว่าเชื้อโรคมันแข็งแรงขึ้น?
หรือไม่ก็คนเรานิ่งนอนใจจนปล่อยให้ตัวเองอ่อนแอลง?
ถ้ามองข้อทางศีลธรรมกับเชื้อโรคดูบ้าง
น่าคิดนะว่าตอนนี้ภูมิคุ้มกันในตัวของแต่ละคนจะเป็นอย่างไรกันบ้างแล้ว

และถ้าภูมิคุ้มกันของตัวบุคคลเสียไป
ภูมิคุ้มกันของบุคคลรอบข้างจะเสียตามด้วยรึไม่?

ข่าวที่ตีแผ่ปัญหานั่นๆนี่ๆ ส่วนใหญ่ปัญหาเกิดจากการเพิกเฉยต่อปัญหาในระยะแรกเริ่มกันซะส่วนใหญ่
...และเกือบทั้งหมด ความผิดก็จะถูกเหมารวมโยนไปให้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือ บุคคลใดบุคคลหนึ่ง
กลับเข้าเรื่องด่วนสรุปกันอีกแล้วสิเนี่ย...
นึกถึงข่าวเก่าๆอย่าง เด็กเลียนแบบเกมไปจี้แท็กซี่ ที่ครึกโครมกันในหลายปีที่ผ่านมา
ช่วงนั้นจำได้ว่า มีปัญหาเด็กก่อคดีเกิดขึ้นติดๆกันกับเด็กจี้แท็กซี่ด้วย
แถมคำสารภาพของเด็กคนหลังมันจั๊กจี้กว่าคนแรกเยอะฮับ

เด็กเค้าสารภาพประมาณว่า...

"ทำไมถึงก่อคดีแบบนี้ล่ะ"

"ผมอยากเป็นนักการเมืองครับ... ผมเห็นนักการเมือง(ข้าน้อยเข้าใจว่านักการเมืองท้องถิ่นนะฮับ)เค้ามีคดีใหญ่ๆกันทั้งนั้น เลยคิดจะก่อคดีบ้าง"

อุเหม่... เสียดายที่ข่าวเกมทำเด็กเสียคนจนต้องปราบปรามเกมมันดังกลบกระแส
...ไม่งั้นเราคงเห็นข่าวนักการเมืองทำเด็กเสียคนจนต้องหันมาปราบปรามนักการเมืองกันบ้าง
...น่าจะสนุกดีไม่น้อยเลย...

งั้นปิดท้ายประเด็นนี้กันแล้วดีกว่าฮับ
...สังคมส่วนใหญ่มักสร้างกระแสหลักซึ่งเป็นแบบอย่างให้กับหน่วยย่อยๆของสังคม
ถ้าสังคมเหลวแหลก พ่อกินเหล้า แม่ติดไพ่ อะไรกันแบบนี้
...จะหวังแค่ส่วนเสี้ยวดีๆบางส่วน - เช่น สื่อ การสื่อสาร - มาเยียวยา หล่อหลอมให้ลูกเป็นเด็กดีของสังคมได้หรือ?

...ข้าน้อยมองไม่เห็นอนาคตของลูกครอบครัวนี้จริงๆฮับ...

Comment

Comment:

Tweet

Maybe this is fine, but I found a more appropriate method. Simply buy <a href="http://supreme-essay.com/apa-style-research-essay.html">APA Style Research Essay</a> at essay writing service. I was surprisely pleased with the outcome, I have not been graded on this yet on the other hand i have the absolute confidence that I will get a good grade

#6 By Gibson19Kelsey (31.184.238.73) on 2013-09-01 18:08

แวะมาเยี่ยมและให้กำลังใจคับ ช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้สร้างหยดเงาเลย

#5 By PUMP201 on 2009-09-24 17:36

อืมม กะว่าจะบอกเล่าความคิด ไปๆมาๆ กลายเป็นว่าฟุ้งซ่านจนอ่านยากสินะฮับ

ให้แบ่งประเด็น ข้า้น้อยคงมองได้สามอย่างน่ะฮับ
1. ความเสมอภาค และความสมบูรณ์
2. ความแตกต่าง และการหยันเหยียด
3. ความกลัว และการปิดกั้น

#4 By DDP on 2009-09-18 13:58

แหะๆ มันหลายประเด็นอย่างที่ #1 ว่ามานั่นแหละ เลยจับประเด็นไม่ถูก แต่คาดว่าความหมายของ entry นี้ น่าจะตีความออกมาได้อย่าง #2

ช่วงนี้ไม่ได้ออน m เลย sad smile
เอ่อ..

เอาง่ายๆ ชัดๆ ก็คงจะประมาณว่า

1. ไม่ว่าจะทำอะไรก็ควรพูดให้ตรงชี้แจงให้ครบ
2. เมื่อไหร่ที่เห็นว่าทำผิด คิดผิด ก็ควรรีบแก้ไข

แบบนี้ใช่มั้บembarrassed
ประเด็นเยอะจนไม่รู้จะแสดงความคิดเห็นเรื่องไหนก่อนดี
ความคาดหวังเป็นเรื่องที่มนุษย์ทุกคนชอบทึกทักเอา ก่อให้เกิดความอึดอัดและแรงกดดันกับคนที่ถูกกระทำเสมอ แต่เราก็หยุดความคาดหวังของเขาไมไ่ด้ ตราบที่เขาไม่รู้จักเราจริงๆ
เคยมีเพื่อนคนนึงของผมชอบพูดว่า "ถ้าไม่รู้อะไรก็อย่ามาพูด"
แต่มันก็วกกลับมาอีกนั่นแหละว่า "ที่พูดออกมาแบบนี้ก็เพราะไม่รู้ไงล่ะ"

ส่วนตัวแล้วมองว่า คนมองไม่ควรคาดหวังเกินเหตุ judgement ส่วนตัวมันไม่ช่วยอะไรเลยถ้าเราไม่รู้จักคนๆนั้นถึงแก่น
ผมก็เจอบ่อย คนที่ชอบ judge ผม ผมก็ทำได้แค่ยิ้มๆแล้วคิดในใจว่า "พวกมึงรู้จักกรูไม่ถึง 30% ด้วยซ้ำไป" (หึหึหึ)

ส่วนเรื่องเด็กกับครอบครัว ผมเห็นด้วยเสมอว่าจะผิดจะถูกยังไงก็พ่อแม่นี่แหละหล่อหลอม
เด็กจะโตมาเฉยๆได้ไงถ้าไม่ผ่านการสอนทั้งผิดและถูกของพ่อแม่

#1 By Evan Yzac -- The Crow on 2009-09-17 12:49