ท่ามกลางทุ่งหญ้าเวิ้งว้างอันกว้างใหญ่
ต้นไม้ใบหญ้าเติบโตขึ้นบางตา
สัตว์ทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าจึงค่อนข้างอดอยาก แร้นแค้น
ต้องดิ้นรนเพื่อเฟ้นหาอาหาร...
ต้องดิ้นรนเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต...

...ทุกวันเป็นเหมือนการเดินย่ำซ้ำรอยทางเดิม...

จนกระทั่ง ในฤดูร้อนที่แห้งแล้ง...
ได้มีมนุษย์กลุ่มหนึ่งเดินทางผ่านมา
แล้วถามหากระต่ายที่อยู่ในท้องทุ่งแห่งนี้
โดยสัญญาว่ามีอาหารจะมอบให้กระต่ายที่ขนสวยที่สุดบนทุ่งหญ้าแห่งนี้

สัตว์ทังหลายก็ยินดีปรีดา รีบไปแจ้งข่าวแก่บรรดากระต่าย
ให้มาชุมนุมกันต่อหน้ามนุษย์กลุ่มนั้น

"กระต่ายเอ๋ย ขณะนี้ ราชาของแคว้นเราทรงพระประชวร
เราจึงออกเดินทางเพื่อหาหนทางจะรักษาองค์ราชา
โดยเราชาวมนุษย์มีความเชื่ออยู่ว่า
น้ำมันที่ได้จากกระต่ายสายพันธุ์ดี จะมีฤทธิ์เป็นยาอันวิเศษ"

เมื่อเหล่ากระต่ายได้ยินดังนั้นก็ตกใจ ถอยหนีไป

"เดี๋ยวก่อนๆ อย่าพึ่งหวาดกลัวไปเลย กระต่ายน้อย
การสกัดน้ำมันกระต่ายออกมานั้น มิได้น่าหวาดหวั่นวิตกหรือโหดร้ายทารุณ

วิธีการสกัดน้ำมันนั้น เราต้องนำหม้อใบนึงใส่น้ำไว้
แล้วตั้งบนไฟให้น้ำร้อนระอุ
จากนั้นนำกระต่ายแช่ลงในน้ำร้อนนั้นเป็นเวลา 3 สัปดาห์
น้ำที่ร้อนจะดึงเอาคุณค่าในขนกระต่ายออกมา และกลายเป็นน้ำมันอันเลอค่า

กระต่ายเอ๋ย อย่าได้กริ่งเกรงหวาดกลัว
เมื่อครบเวลาแล้ว เราจะพากระต่ายผู้เสียสละนั้นไปรักษา
และตบรางวัลเป็นอาหารอันสมบูรณ์ ทั้งตลอดเวลา 3 สัปดาห์ในหม้อน้ำและภายหลังจากนั้นไป

กล่าวได้ว่า พวกเธอทั้งหลายจะมีอาหารอันอุดม ดิ่มกินได้เนิ่นนานนับปี

...แต่...
วิธีสกัดนั้นละเอียดอ่อนนัก
จะเปลี่ยนตัวกระต่ายในระหว่างทางมิได้
ต้องอาศัยกระต่ายเพียงตัวเดียวแช่น้ำตั้งแต่ต้นจนครบเวลา
หากขึ้นจากน้ำเสียก่อน น้ำมันที่ควรจะได้ก็จักเสียคุณค่าไป
ดังนั้นแล้ว เราจึงต้องผูกมัดด้วยสัญญา
ถ้ากระต่ายมิอาจทนทานตลอดเวลาของการสกัดได้
เราจะยึดเอาอาหารจากพวกเจ้าคืน
และต้องชดใช้จนได้ปริมาณสองเท่าของอาหารที่เรามอบให้"

กระต่ายก็ถกเถียงกัน
การแช่ในน้ำร้อนคงไม่สบายนัก
แต่อาหารที่เป็นรางวัลก็มีมูลค่ามหาศาล

และแล้ว...กระต่ายหิมะตัวหนึ่งจึงอาสาสร้างพันธะผูกสัญญากับมนุษย์

หม้อน้ำถูกตั้งขึ้นบนกองไฟ
และรอไว้จนน้ำภายในอุ่นระอุ
กระต่ายหิมะจึงหยั่งขาลงในหม้อน้ำ

ในครั้งแรก กระต่ายรู้สึกตกใจกับความร้อน
แต่สักพักมันก็เริ่มชินกับสภาพ
"เป็นความร้อนที่พอทนได้" กระต่ายหิมะบอกกับตัวเอง
มันจึงหันออกไปหาเพื่อนพ้องและส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน

เมื่อเวลาผ่านไปได้สามวัน
ขนของกระต่ายเริ่มจะดูดซึมน้ำเอาไว้
ทำให้กระต่ายสัมผัสกับความร้อนอันร้ายกาจที่โถมทวีขึ้น
มันเริ่มรู้สึกทรมาน แต่ก็ยังทนฝืนยิ้มต่อไป
...ด้วยหวังว่ารอยยิ้มจะลบเลือนความเจ็บปวด...

สัตว์ต่างๆยังเห็นกระต่ายยิ้มอยู่ได้ก็เบาใจ
พวกมันทั้งร่วมยินดี และให้กำลังใจกับกระต่ายอยู่ตลอดเวลา

ยิ่งเห็นเช่นนั้น กระต่ายก็ยิ่งต้องทนยิ้ม
ไม่อาจร้องไห้ให้ใครเห็น เพราะไม่อยากเป็นคนที่ทำร้ายใครๆ
กระต่ายหิมะจึงอดกลั้นเพื่อกลั่นรอยยิ้มสดใส
...แม้อยู่ในความทุกข์ทรมาน...

จวบเมื่อเวลาเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง
กระต่ายนั้นถูกน้ำร้อนลวกจนตัวแดง
ขนของมันเริ่มลูบเลี่ยและหลุดหล่น
มันพยายามอยู่นิ่งๆ ไม่ไหวติง
...หรือบางที มันอาจจะหมดแรงเกินกว่าจะเขยื้อนขยับ

สัตว์ต่างๆเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งพยายามให้กำลังใจ
กระต่ามองฝ่าไอร้อนระริก เห็นเพื่อนผองก็ยิ่งกล้ำกลืน
มันฝืนให้น้ำตาไหลย้อนกลับลงไป
อดทนต่อไป ต่อไป ต่อไป...

...ทำไมนะ...
กระต่ายเฝ้าถามตนเอง
หากวันนั้นตัวเราไม่เลือกเดินบนเส้นทางนี้
...อะไรๆจะดีขึ้นรึเปล่า...
คำถามมากมายไหลย้อนวนเวียนหมุนเปลี่ยนไปมา
ทั้งเวลาที่ตื่น ทั้งเวลาที่ฝัน

เข้าสู่วันที่สิบ
...ครึ่งทางของการสกัดแล้ว...

กระต่ายหายใจรวยริน
ขนของมันเลิกลอกร่อนออกมาเป็นหย่อมๆ
ความร้อนได้กัดกร่อนจิตใจของมันจนหมดสิ้น
ความอดทนอดกลั้นถูกบีบคั้นจนถึงขีดสุดแล้ว
มันตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ
ตะเกียกตะกายจะขึ้นจากหม้อน้ำ

เหล่าสัตว์ทั้งหลายต่างตกใจ
พยายามกดกระต่ายไว้ให้หายตื่นตระหนก

"อย่าาาา ให้ชั้นได้พ้นไปจากความร้อนนี้สักที ชั้นทนไม่ไหวอีกแล้ว" กระต่ายกรีดร้อง

"อดทนต่อไปเถอะนะ อีกแค่ไม่กี่วันเอง" กระรอกเอ่ยขึ้น
"ถ้าเธอขึ้นมาตอนนี้ พวกเราจะต้องลำบากนะ" หมูสมทบ
"ที่ว่าไม่ไหวน่ะ เธอคิดไปเองรึเปล่า" เพนกวินกล่าว

กระต่ายพยายามจะขอร้อง
...แต่เสียงของมันส่งไปไม่ถึงอีกแล้ว
เสียงของสัตว์อื่นๆกลบเสียงของกระต่ายจนกลายเป็นเสียงที่ไม่อาจได้ยิน

"เราทุกคนต่างก็ต้องพบกับความร้อนมาก่อน เธอจะผ่านมันไปไม่ไหวรึ?" ไก่ถามขึ้นมาลอยๆ
"ที่นายคิดว่าร้อนน่ะ เพราะนายยอมแพ้ต่างหาก" เป็ดพูดขึ้น

...ในใจขณะนั้น กระต่ายอยากวักน้ำร้อนใส่สัตว์อื่นๆ
แต่มันก็หมดแรงแม้แต่จะไหวติง

มันปล่อยให้น้ำตาไหลช้าๆ
...โทษตัวเองที่อดทนมากเกินไป
...โกรธตัวเองที่่นึกถึงแต่ผู้อื่น

มันหลับตาลง และหลุบหูต่ำ
ปล่อยให้ใจที่เจ็บช้ำ ค่อยๆแตกสลาย
...ก่อนจะดำหายลงไปในน้ำร้อน

...ไม่มีใครได้เห็นกระต่ายหิมะอีกเลย ราวกับว่ามันได้ละลายไปกับน้ำในหม้อ...

Comment

Comment:

Tweet

Get <a href="http://perfectwritings.com">Book Review Essay</a>, save your time and do other important things while expert writers will cope with your essay writing task.

#10 By Lilia28Briggs (31.184.238.73) on 2013-09-04 11:34

เสียงของสัตว์อื่นๆกลบเสียงของกระต่ายจนกลายเป็นเสียงที่ไม่อาจได้ยิน

อ่านถึงบรรทัดนี้

หยดน้ำตาที่ค้างติ่งอยู่นาน
พลันไหลรินอาบลงแก้ม.....

#7 By (180.183.194.220) on 2010-01-19 12:08

แต่งเก่งมากเลยครับ
สงสารกระต่ายหิมะง่ะ

#6 By umbreon ★ on 2009-10-08 16:47

มึนอ่ะ ตอนนี้ แปะไว้ก่อน 555+

เดือนนี้วันเกิดนิ ไปไหนดีbig smile
แต่งเก่งจังเลยคะ

แลต่ว่าอยากรู้ตอนจบมากๆเลยนะ แต่ถ้าเราเป็นกระต่ายตัวนั้นก็คงไม่มีทางได้เห็นตอนจบของนิทานหรอก (เพราะว่าตายไปก่อนแล้ว) เพราะฉะนั้นถึงรุ้ตอนจบหรือไม่มันก็คงไม่สำคัญ

งืม ^^ (พยายามอ่านใจคนที่แต่งเรื่องนี้...)

#4 By kanalove on 2009-10-08 15:12

แง้...สงสารกระต่าย

ร้องไห้จริงๆนะเนี้ย น้ำตาไหลอาบแก้มเลยT^T~

บางสิ่งบางอย่างถ้าคนรอบข้างไม่เจอกับตัวคงไม่เข้าใจ...

#3 By Kurei on 2009-10-08 12:54

ทรมานจิตใจสิ้นดี สงสารกระต่ายน้อยจังครับ

มองในมุมกลับ กัดได้เจ็บแสบสมกับเป็น DDP

#2 By Evan Yzac -- The Crow on 2009-10-08 09:52

#1 By PUMP201 on 2009-10-08 09:52