Poem

เส้นทางมากมายถักทอร่ายร้อยผู้คนเข้าหากัน... เป็นถนนที่ระยะทางไกลบ้าง ใกล้บ้าง ... บางครั้งก็เห็นสะพาน และบ่อยครั้งก็เห็นกำแพง...

บนเส้นทางที่เรายืนอยู่ด้วยกัน บอกได้ยากว่าไกลหรือใกล้... สิ่งที่กำหนดระยะทางนั้นไว้คงเป็นใจของคนทั้งสอง

เมื่อเห็นว่าไกลเกินไป ก็อยากจะเดินเข้าหา... แต่เมื่อใกล้เกินไป ก็อยากจะเดินออกห่าง ซึ่งไม่ว่าทางไหนก็เหนื่อยทั้งนั้นแหล่ะ... แต่ที่ยากกว่าคือการเลือกจะไม่ให้เปลี่ยนแปลง... ต้องคอยเดินหนียามที่ถูกเดินเข้าหา และต้องคอยเดินเข้าหาในขณะที่ถูกเดินออกห่าง

แถมยังต้องครุ่นคิดกับการที่ว่าระยะทางมันตรงกับใจทั้งสองแล้วรึยัง... แล้วเมื่อไหร่ถึงควรทอดสะพาน แล้วเมื่อไหร่ถึงควรสร้างกำแพง...

การบริหารคงยากกว่าที่คิดฝัน... แต่จะหลบจะเลี่ยงก็คงไม่ได้... บริหารกันต่อไปให้ดีๆก็แล้วกัน...

----------------------------------------

ตอนแรกๆ ข้าน้อยเลยอยากเขียนให้ง่ายๆหน่อยฮับ ... อ่านแล้วจะเข้าใจกันยังไงก็ลองตีความกันดูนะฮับ เพียงแต่... ใจจริงอยากบอกว่าไม่ต้องตีความมากฮับ อ่านแล้วเกิดความรู้สึกยังไง ข้าน้อยก็รู้สึกอย่างนั้นแหล่ะฮับ แต่ถ้ามีเวลาอยากจะพิจารณาเนื้ออักษร ก็ลองดูฮับ อาจจะได้อะไรที่ข้าน้อยก็มองไม่เห็นก็เป็นได้ฮับ...

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนท์นะฮับ

...ร่างเล็กๆนอนสงบ หนึ่งบนใบไม้ อีกหนึ่งใต้เงาไม้...
ร่างหนึ่งนอนอย่างสุขใจแต่อีกร่างนอนร้องไห้ปวดใจ...
เสียงเบาๆจึงไถ่ถาม แต่คำตอบคือเสียงสะอื้นไห้...
เสียงเบาๆจึงปลอบโยน คำตอบมีเพียงหยดน้ำตา...
เสียงเบาๆนิ่งเงียบอยู่เคียงข้าง แล้วเสียงเล็กๆจึงตอบเล่ากลับมา...
...สองเท้าวิ่งเล่นบนทางอันคุ้นเคย...
...สองตามุ่งมองลอดเงาไม้ที่ปิดฟ้า...
...สิ่งแปลกตาอยู่เบื้องหน้า...
...นำพาสู่หนทางอันแปลกไป...
...สองเท้ายืนอยู่บนวงกตไร้ทางออก...
...สองตามองไปไม่เห็นบ้าน...
เสียงร้องไห้ผสมผสานกับเสียงเล่าเรื่อง...
ถ่ายทอดอดีตที่ประสบพบเจอ...
ร่างที่เปี่ยมสุขจึงปลอบโยน เบาๆแต่เต็มไปด้วยคุณค่า...
ร่างที่ร้องไห้จึงเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม
...แล้ววันหนึ่ง ร่างเบื้องบนก็จากหาย...
เสียงหัวเราะ เสียงปลอบโยนเหลือแต่เพียงความเงียบงัน...
ทิ้งร่างใต้เงาไม้เบื้องล่างให้ร้องไห้อีกครั้งคราว...
กลางคืนมันเหน็บหนาว...
การอยู่ลำพังทำให้เหงาใจ...
ความมืดนำมาซึ่งความกลัว...
ความโดดเดี่ยวกลั่นออกมากับน้ำตา...
และแล้วเมื่อแสงตะวันสาดส่อง...
ใบไม้เหลืองเก่าร่วงโรยจากต้น...
ปีกแห่งแสงคลี่คลายต้อนรับแสงทองแห่งวันใหม่...
ภายใต้ฟากฟ้ามือหม่น ปีกนั้นคือความหวัง...
โบยบินนำพาเบื้องหน้า ให้สองเท้าก้าวตาม...
เสียงหัวเราะกลับมาอีกครั้ง...
ปีกที่แต่งแต้มสีสัน โน้มนำสองเท้ากลับสู่ฝัน...
หลังคาที่โหยหามาให้เห็นอยู่เบื้องหน้า...
ความเหนื่อยล้าอันหนักหนาถูกปลดทิ้งให้หายไป...
ส่วนที่ขาดหายกลับมาเติมเต็มใหม่ภายใต้เสียงหัวเราะและน้ำตาแห่งความปิติยินดี...
สองตามองย้อนกลับไป...
มิตรภาพก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว...
ปีกแสนสวยบินกลับสู่บ้านเกิด...
แย้มยิ้มอบอุ่น... และกลายเป็นสีจางอยู่ในความทรงจำ...
ไม่รู้...ตั้งแต่เมื่อไหร่... ที่ตัวเราหล่นหาย..เพราะภายภาคหน้าเป็นสีดำอันน่าชัง...
ภายใต้กำแพงน้ำแข็งที่พังทลาย... กำแพงแข็งแกร่งสีขาวจึงสร้างขึ้น... เพื่อเก็บกักสีดำแห่งบาปที่ไร้ทางไถ่ถอน...

...เหลือเพียงตัวเราที่มิใช่ตัวเรา...

...กี่ครั้งแห่งการล้ม...

...กี่ครั้งแห่งการลุก...

บาดแผลเก่าๆยังเจ็บแปลบ แต่ที่เจ็บกว่าอยู่ภายใน...
เมื่อไหร่กันนะ... ที่เราไม่ใช่เรา...
ย่างก้าวต่อไปจะเดินไปทางไหน... ในเมื่อฝันเป็นเพียงฝันร้ายที่ไม่อาจยอมให้เป็นจริงได้...
แต่ก็หวังอยู่ล้ำลึก จมปลักในสีดำของความฝันชั่วช้า...
...อีกนานเพียงไหนจึงลุกออกจากความผิดนี้ได้...
ได้แต่ก้าวย่างไปโดยที่เราไม่ใช่เรา...
ยิ่งหวาดหวั่น ยิ่งหวาดกลัว ยิ่งต้องละลายความเป็นเรา...
ให้เรากระจายไปกับผองชน... มันคงเป็นเพียงแค่นั้น...
ให้ก้าวย่างต่อๆไป... เป็นไปเพื่อผองชน...

เป็นความฝันสีขาวท่ามกลางราตรีมืดมิด...
เป็นแสงสว่างจางๆที่อบอุ่น...
เป็นการหลอกตัวเองอย่างอ่อนหวาน...
เป็นหน้ากากแก้วอันเปราะบางแต่งดงาม...

...จงรังเกียจเราคนนี้ เช่นที่เรารังเกียจเถิด...
...จงลงโทษเราให้สาสมแก่บาปอันไม่อาจไถ่ถอนเถิด...
...ให้เราหลั่งเลือดชั่วลงแก่แผ่นดินนี้เถิด

----------------------------------------

มีคนเคยบอกว่าข้าน้อยเป็นคนคิดมาก... คิดเล็กคิดน้อย... คงจจะจริงฮับ...
ข้าน้อยไม่อาจปฏิเสธคำพูดเหล่านั้นได้เลย...ฮับ

เรื่องคราวนี้คงไม่ abstract เท่าไหร่... น่าจะอ่านง่ายกว่าลำดับที่ 2 --เรื่องเล่ากลางป่า-- มากฮับ...
แต่ถึงอย่างนั้นข้าน้อยก้ไม่อาจเขียนตรงๆออกไปได้... เพราะมันอาจทำร้ายใครบางคน... ขอโทษด้วยนะฮับ...