Poem

สุนัขที่ล่ามไว้ในกรงโลหะอันแห้งแล้งให้หิวจนตาย
...กับ...
สุนัขที่ล่ามไว้หน้าจานอาหารอันโอชะให้หิวจนตาย

...แบบไหนจะทรมานกว่ากัน...

ในรั้วของกรงอันแข็งแรง
ไร้แล้วซึ่งอาหารจะเติมเต็มได้
มีเพียงซี่โลหะที่ตระหง่านอยู่ตรงหน้า
ราวกับประกาศให้ยอมจำนนต่อการไร้ซึ่งอิสรภาพ
หล่อหลอมให้สี่ขานั้นหาญกล้าทนทาน
เผชิญต่อความตายด้วยความแน่วแน่ คงทน
ไม่สั่นคลอนต่อความทรมานที่คืบคลานในท้องไส้
...จวบจนจบสิ้นลมหายใจ...

ต่อหน้าอาหารที่ปรารถนายิ่ง
ไม่อาจแตะต้องอาหารมาเติมเต็มได้
มีเพียงกลิ่นหอมหวลที่ม้วนตัวอยู่ตรงหน้า
ราวกับปลอบโยนจากความทุกข์ทนต่อการไร้ซึ่งอิสรภาพ
หล่อเลี้ยงให้สี่ขานั้นเอิบอิ่มชื่นบาน
เผชิญต่อความตายด้วยความฝันอันเปี่ยมสุข
ยิ้มแย้มสดใสต่อความทรมานที่คืบคลานในท้องไส้
...จวบจนจบสิ้นลมหายใจ...

...ในตอนท้ายก็ตายไปทั้งสิ้น
แต่ความอดทนและความเปี่ยมหวังนั้นคงเหลือไว้ให้เราได้ย้อนยล

...ผู้คนเอ๋ย...
หากแม้เจ้าถูกผูกไว้ด้วยทุกข์ทนที่ไร้ทางออก
แลเมื่อเจ้าถูกผูกไว้หน้าทางออกที่ไม่อาจไปถึง

...เจ้ามีใจคำนึงเช่นไร...

----------------------------------------
----------------------------------------

ใจจริงอยากเปลี่ยนธีมก่อนค่อยอัพ...
แต่ ...ไม่ไหวฮับ T^T ไม่มีโอกาสได้จับสีไม้อีกนานโขแน่ๆ
เบื่อสัมผัสของเครื่องแก้วกับอุปกรณ์โลหะในห้องทดลองอยู่บ้าง
แต่ถ้าวางลงตอนนี้ งานคงไม่ก้าวหน้า
...ค่อยๆจัดการ ค่อยๆก้าวเดินไปละกัน...

ขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน และทุกๆคอมเมนท์ฮับ

วันนี้ ข้าน้อยนำส่วนหมายเหตุท้ายบลอคมาไว้หัวบลอคก่อนเลย
เพราะลำดับนี้ เนื้ิอหายาวมากถึงมากที่สุด
ประกอบกับที่ข้าน้อยพยายามจะรื้อฟื้นแนวการเขียนดั้งเดิม
ซึ่ง ดาร์ค และ "มีเนื้อหารุนแรง" พอตัว
เกรงว่าผู้อ่านจะมึนก่อน
จึงเตือนมาเพื่อทราบฮับ อิอิ

ใครที่อายุน้อยๆ หาผู้ปกครองมาให้คำแนะนำด้วยนะฮับ :P

นอกจากนั้น ข้าน้อยขอประกาศรับทราบแท็ก 2 อย่าง
คือ แท็กร้อยข้อ กับ แท็กอ่านหนังสือ นะฮับ
เพียงแต่ ไว้หาเวลาได้แล้วจะมาอัพให้อ่านกันฮับ
แล้วหลังจากนั้น ข้าน้อยคงว่างเว้นจากการอัพไปนานเลย

...เพื่อหาฤกษ์งามยามดี เปลี่ยนธีมบลอคฮับ...
(จริงๆคือเอาเวลาไปวาดภาพใหม่ แหะๆ)

ยังไงก็ ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านและทุกๆคอมเมนท์ไว้ล่วงหน้าฮับ

-----------------------------------------
-----------------------------------------

...เคยรู้สึกบ้างไหม...
...ว่าอยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างเลือนหายไป...

ชั้นเป็นหนึ่งในคนที่ไม่อยากมีความทรงจำ
ความมืดดำของมันสามารถย้อมห้วงความคำนึงให้หมองหม่น
หล่อหลอมผสมปนเปื้อนทุกความคิดให้มิดมืด
ราวกับพังผืดแห่งเนื้อร้ายที่กร่อนทำลายก้อนสมอง

ชั้นนั่งมองปลาทองที่ว่ายวนในโถแก้ว
แล้วนึกถึงความจริงที่่ชวนอิจฉา
...ปลาทองนั้นมีความทรงจำเพียง 3 วินาที
...มีความสุขกับการไม่ต้องจดจำสิ่งใด

...ชั้นหลงใหลในปลาทองเหลือเกิน...

ชั้นคงเพลิดเพลินกับชีวิตและความจริงได้มากกว่านี้
...หากไม่มีหนี้สินที่กู้ยืมมาให้พ่อต่อสู้กับโรคร้าย
แต่แล้วปลายทางกลับจบด้วยการจากลา
...มารดาผู้คงอยู่ก็ไม่อาจทนรับรู้ได้
กลายเป็นผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่ดูแลตนเองไม่ได้
...ซ้ำร้ายบริษัทที่ทำงานของเธอก็สั่นคลอน
ลุ่มๆดอนๆไปตามกระแสเศรษฐกิจ
จนพิจารณาให้ปลดพนักงานออก
...นอกจากตัวชั้นที่ทนแรงกดดันอันหนักหนา
จะหาพี่น้องผองเพื่อนหรือเครือญาติมาแบ่งเบาได้จากไหน

ราวกับสิ่งที่คิด ที่ตัดสินใจไปในอดีต
ล้วนแล้วแต่ขีดเส้นไปสู่ความผิดพลาด
ชั้นเข็ดขยาดต่อความขลาดเขลาของตน
จนไม่อาจก้าวสู่เบื้องหน้าได้
อยู่ใต้กรงขังอันมืดมิดแห่งวันวาน
ค่อยๆเผาผลาญความหวังให้หมดกำลังลงอยู่ทุกยาม
ขับดันความกลัวต่ออนาคตให้ข้นเข้มเด่นชัด
ตัดทอนแสงสว่างที่มีอยู่น้อยนิดให้ยิ่งริบหรี่

ชั้นยังจ้องคงไปที่โถปลาทอง
หางสีส้มจัดของมันโบกไหวไปมา
ราวกับพยายามเรียกสติชั้นกลับมาสู่ความเป็นจริง

...ยังมีสิ่งที่ชั้นจำต้องทำ...

ท้องฟ้าบอกเวลาพลบค่ำผ่านสีส้มแดง
...แสงที่เหมือนกับปลาทอง...
เป็นโมงยามของการหุงหาอาหาร
งานประจำที่ชั้นทำเพื่อปากท้องของแม่
...แค่คิดภาพว่า ถ้าแม่หิวแล้วไปหาอะไรไม่รู้มากิน...
ชั้นหยุดจินตนาการไว้แค่นั้นแล้วออกไปจ่ายตลาด...

ผู้คนยังคงดารดาษเต็มตลาดเหมือนทุกๆวัน
แต่เส้นทางกลับสู่บ้านของชั้นกลับไร้ซึ่งผู้คน
...เงียบเหงาจนได้ยินเสียงหัวใจตนเอง...
เป็นหัวใจห่อเหี่ยวที่เพียรบรรเลงเสียงแหบแห้งอย่างยวดยิ่ง

...หากชั้นสามารถทิ้งภาระทุกอย่างไป
โดยไม่เหลือร่องรอยแห่งสำนึกผิดบาปไว้...
...คงดีไม่น้อยเลย...

ห้วงคำนึงชั้นระเหยหายไปกับอากาศ
...โดยปราศจากความระแวดระวัง...
...เบื้องหลังชั้นปรากฏเสียงฝีเท้าแผ่วเบาเยียบเย็น...
...เป็นเสียงที่ชวนหวาดผวาอย่างไร้เหตุผล...

เส้นขนลุกเกรียว แผ่นหลังเย็นวาบ เม็ดเหงื่อผุดผาด

สัญชาติญาณของชั้นไม่ผิดเพี้ยนเลยสักนิด
ก่อนที่ความคิดใดๆจะปกป้องชั้นได้ท่วงทัน
ชั้นรู้สึกเจ็บแปลบรุนแรงที่ท้ายทอย...

...ความมืดม้วนตัวห้อยย้อยตวัดกลืนทุกสิ่งลงท้องอย่างไม่รู้อิ่ม...

..........
.........
........
.......
......
.....
....
...
..
.
.

.

.


แสงสว่างค่อยๆทิ่มแทงเข้ามาอย่างนุ่มนวล
เสียงคร่ำครวญของชั้นก้องดังในหูชั้นเอง

...อย่างน้อย นี่คือบทเพลงที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่...

ชั้นลืมตาขึ้น... มองดูรอบกาย
...พบว่าตนเองอยู่ภายในป่ามืดทะมึน...
อาศัยพระจันทร์ดวงกลมที่แขวนขึ้นไปบนฟ้าต่างแสงไฟ
ชั้นรู้สึกถึงใครบางคน เร้นกายอยู่ไม่ไกล

"คุณรู้สึกตัวไวกว่าที่ผมคาด"

น้ำเสียงอันองอาจเจือด้วยความอำมหิตกระซิบกระซาบ
ภาพเงาที่ชั้นมองเห็นเรือนลาง
ร่างนั้นเป็นชายรูปร่างสูงผอม บอบบาง
รายละเอียดอย่างอื่นๆ ความมืดได้ปิดบังมันหมดสิ้น
ชั้นดิ้นรนจะแข็งขืน แต่ไม่อาจยืนหยัดต้านเชือกที่มัดข้อมือจากด้านหลัง

"ความไม่ระวังนั้นเป็นบาปมหันต์
และด้วยบาปนั้น คุณต้องชดใช้ด้วยชีวิต"

ถ้อยคำวิปริตนี้ทำให้ชั้นหวาดหวั่น
...ในใจหนึ่งนั้น ชั้นกลัวแสนกลัวจนตัวสั่น
...แต่อีกใจหนึ่งนั้น ชั้นกลับยอมรับมันได้ง่ายดาย

...ชั้นอาจจะตายมาตั้งแต่ก่อนที่เค้าจะจับชั้นมาด้วยซ้ำ...

"แกทำแบบนี้แล้วได้อะไร แกต้องการอะไรกันแน่น่ะ"

...ฟังดูตลกมั๊ยนะ ชั้นคิดอะไรไม่ออกจริงๆ...
ในขณะนั้น ความคิดชั้นวิ่งพล่าน ความวิตกพรั่งพรู
ดูราวกับมดแมลงที่แตกฮือจากรัง ยามที่ต้องควันไฟ

".........."

มันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนรำพึงรำพันเบาๆ ฟังไม่ได้ศัพท์
จากนั้นก็กลับมาเยือกเย็นดั่งเก่า

"คุณจะได้รู้ตามประสงค์... เรายังมีเวลาอีกมากมายในราตรีนี้...

และนี่คือเรื่องเล่าจากเงาสีดำมืดมิด


...เคยหรือไม่ ที่มีชีวิตอยู่...
...ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างรางเลือนหายไป...

ผมเป็นคนเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่หลงเหลือเสี้ยวเศษความทรงจำ
ความมืดดำได้พรากมันไปจากความคำนึง เหลือไว้เพียงความหมองหม่น
ทุกเรื่องราวผสมปนเปื้อนก่อนจะเลือนลับและดับสลาย
ราวกับภาพฝันอันโหดร้ายที่กร่อนทำลายก้อนสมอง

ผมเคยได้ฟังเรื่องของปลาทองที่ว่ายวนในโถแก้ว
แล้วนึกถึงความจริงที่่ชวนหวาดผวา
...ปลาทองนั้นมีความทรงจำเพียง 3 วินาที
...มีชีวิตอยู่โดยไม่อาจจดจำสิ่งใด

...ผมยังไม่โชคร้ายเท่าเหล่าปลาสีส้มแดง...

แต่ความผิดปกติอันรุนแรงนี้ก็โหดร้ายเกินคิดฝัน
...5 นาที... นั่นคือเวลาของผม
มีเวลาทุกข์ระทมหรือรมย์รื่นเพียงนั้น
ก่อนจะกลายเป็นความฝัน และพลันหายไปในสายลม

ผมร่อนเร่ไปไร้จุดหมาย ไร้พลัง
ไม่มีเบื้องหลัง ลืมชื่อ ลืมบ้าน ลืมครอบครัว
...เหลือเพียงแต่ตัวที่ว่างเปล่าเท่านั้น...

จนในวันหนึ่ง ...วันซึ่งทุกสิ่งเปลี่ยนผันอย่างไม่มีวันหวนคืน...
ผมถูกคนอื่นทำร้าย ...ด้วยสาเหตุที่จางหาย...
ภายในความชุลมุนของการวิวาท
ผมได้ลิ้มรสหยาดเลือดฝ่ายตรงข้ามโดยบังเอิญ
...ความทรงจำของมันดำเนินเข้าสู่ห้วงคำนึง...
และนำมาซึ่งรสชาติที่ไม่อาจอธิบายด้วยถ้อยคำได้
...ผมกระหายเลือดเนื้อของมันขึ้นในทันที...

...การวิวาทนี้จบลงในไม่ช้านาน...
ผมสำราญกับการดิ่มกินอาหารเบื้องหน้า
...มันคือปาฏิหารย์... ผมเชื่อเช่นนั้น
คืนวันที่หายไป ค่อยๆกลับคืนมาใหม่ทีละนิด
พร้อมกับที่ผมได้ดื่มด่ำในช่วงชีวิตของผู้ครองชิ้นเนื้อ

...จะมีใครเชื่อสัมผัสนี้ได้ นอกจากตัวผมเอง...

ผมจึงได้ครื้นเครงกับความทรงจำของมันผู้นั้น
พร้อมกับได้รับเอาวันเวลาสั้นๆที่ขาดช่วงคืนมา
...ผมจะออกตามหาวันเวลาที่หายไป...
...นั่นเป็นความตั้งใจที่มีมาแต่ต้น...


"จนถึงยามนี้ ผมระลึกรู้ถึงหลายต่อหลายสิ่ง
ข้อเท็จจริงเก่าๆ ในครั้งที่ผมเข้ารับการรักษาอธิบายไว้
ในสมองของผมขาดสมดุลของเคมีที่ร่างกายพึงมีพึงสร้าง
เสียดายที่เภสัชกรรมไม่กว้างขวางพอที่จะเยียวยา
ผมจึงต้องรักษาตัวเองด้วยการกัดกลืนดิ่มกิน"

"เมื่อผมเคยชินต่อการล่า ต่อการหาอาหาร
ผมก็ชำนาญในการเลือกเหยื่อเช่นกัน"

"ในหมู่มนุษย์นั้น ผู้ที่โศกเศร้าสิ้นหวังในชีวิต
อีกทั้งผู้คนที่จ่อมจมในความผิดพลาดครั้งเก่า
พวกเขาเหล่านั้นจะมีเนื้อที่ข้มเข้มด้วยรสชาติแห่งความทรงจำ
และยิ่งทำให้หวาดหวั่นพรั่นพรึงต่อความตายเบื้องหน้า
ผู้คนทั้งหลายยิ่งพยายามย้อนเวลากลับไปหาสิ่งเก่าๆ
ดึงเอาทุกช่วงชีวิตมาพิจารณาซ้ำแม้รู้ว่าสายเกินแก้
...สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นยอดปรารถนาของผม..."

"บัดนี้ถึงเวลาชื่นชมความทรงจำของคุณแล้วล่ะ"

น้ำเสียงของมันระคนด้วยยิ้มเรื่อจาง...
มันลุกขึ้นและเดินทางเข้ามาช้าๆ...
ในมือขวามีสิ่งที่สะท้อนแสงแห่งความแหลมคมไว้...

...ชั้นแทบจะไร้ทางออกไปจากสถานการณ์เช่นนี้...

...คงเป็นโชคดีของการไม่สิ้นหวัง
ชั้นยังคงดิ้นรนนับแต่แรกเริ่มของเืรื่องเล่า
และชั้นได้คว้าเอาหินก้อนหนึ่งไว้ได้
ปลายของมันไม่ได้แหลมคมมากนัก
แต่ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า มันพอเพียงสำหรับอิสรภาพ
...ตราบเท่าที่ชั้นอดทนและไม่ทิ้งความหวัง...

...ชั้นรั้งรอโอกาส...
เมื่อชายผู้นั้นเผยความผิดพลาดเพียงน้อยนิด
ชั้นได้เสี่ยงชีวิตเข้าต่อสู้
...อย่างที่ไม่รู้เลยว่าผลจะออกมาเช่นไร...

...เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ เป็นสีแดงในสีดำแห่งราตรี...

"จริงอย่างที่บอกไว้...
ความไม่ระวังนั้นเป็นบาปมหันต์
และด้วยบาปนั้น ต้องชดใช้ด้วยชีวิต"

.

.

.
.
..
...
....
.....
......
.......
........
.........
..........

ชั้นตื่นขึ้นมาพบเจอความมืดมิดอันเดียวดายภายในบ้าน

...ที่ผ่านมานั่นคือเป็นฝันร้าย...
หลายคืนแล้วที่ชั้นฝันเห็นภาพเหล่านี้

...แม้ว่าเรื่องราวจะผ่านพ้นมานับปี หรือกว่านั้น...

มันคงตามหลอกหลอนชั้นบ้างในบางราตรี
แต่ชั้นเองก็มีสิ่งที่อยากขอบคุณชายที่ชั้นไม่แม้แต่จะเห็นหน้า
หากว่าชั้นไม่ได้พบกับเขา ไม่ได้ผ่านเหตุการณ์อันเลวร้าย
หากว่าชั้นไม่เฉียดใกล้ความตาย ชั้นคงไม่มีโอกาสได้เรียนรู้
ว่าการมีชีวิตอยู่โดยจดจำให้น้อยมีคุณค่าเพียงใด

...ชั้นคงไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่า
เนื้อของผู้ที่ไร้ความทรงจำนั้น น่าปลาบปลิ้มและลิ้มลองเพียงใด...

...ชั้นมองไปยังโถแก้วที่ว่างเปล่า...
...มันยังคงตั้งอยู่ในเงาทอดยาวของบ้านที่มืดมิดและเดียวดายไร้ชีวิต...

ลำดับที่ 68 --สอยดาว--

posted on 17 Oct 2008 16:21 by ddprainlord  in Poem
นางฟ้าร่างน้อยเฝ้าคอยเมียงมองฟากฟ้า
จ้องดูดวงดาราอันพร่างพราย
มุ่งหมายจะไขว่คว้าเอาเดือนดาวมาใส่ขวดโหล
จะผูกโบว์เก็บไว้ในชั้นเมฆขาว
ให้แสงดาวได้พราวพรั่งหลั่งแสงสะท้อนเป็นสีเงินยวง

นางฟ้าจึงล่วงก้าวเ้ข้าสู่ฟากฟ้าแห่งนิทรากาล
ออกแรงหว่านม่านตาข่ายไปในเวิ้งฟ้า
หากแต่เมื่อดึ้งรั้งกลับมา กลับมีเพียงความมืดมิดที่ติดในห้วงแห
...แลไป ไม่พบแม้ดาวสักดวง...

ความหวังยังไม่สิ้นสุด

เธอจึงรุดหน้าหว่านแห่อีกครั้งครา
ตาข่ายก็แผ่กว้างไปคลุมครอบฟ้า
แต่ดวงดารากลับเร้นกายหนีหายไปจากปากแหที่เบิกกว้าง
ประหนึ่ง ฝูงปลาว่ายพาร่างหลีกหลบจากเงื้อมเงาของผู้ล่า
ประหนึ่ง วารีที่แตกซ่านเป็นม่านวงจากการกระโดดของก้อนหิน

ดวงดาวกำลังบินหนีไป
...ไม่ห่างเหินเกินไกล
...อยู่ใกล้เพียงมือเอื้อม

...หากแต่เอื้อมเท่าไรก็ไม่เ่ท่าทัน...

พริบพลัน ราตรีนั้นดั่งชั่วครู่
กาลเวลาแห่งเช้าตรู่ก็ทอแสงมาทายทัก
ปกปักษ์รักษาหมู่ดวงดาราให้จางหาย
ลบเลือนไปใต้แสงสว่างอันอบอุ่นแห่งทิวากาล

นางฟ้าจึงหมดหนทางจะฉวยคว้าหาดวงดาวเอาไว้ได้
...เธอร้องไห้ เสียใจ...
...สิ่งที่เหลือไว้มีแต่เพียงความเหนื่อยล้า...

---------------------------------------
---------------------------------------

ลำดับนี้ ข้าน้อยตัดตอนไว้ครึ่งทางฮับ
เพราะแท้จริงแล้ว เรื่องราวเพียงครึ่งแรกก็เก็บงำความหมายของสิ่งที่ข้าน้อยอยากบอกเล่าไว้หมดแล้ว
หากแต่ นี่เป็นบทอวสานของเรื่องราวนี้
...มันคงเป็นเรื่องราวที่แสนเศร้าจนเกินไปฮับ...

นับจากนี้ต่อไปจะเป็นครึ่งหลังของลำดับนี้
และเป็นเสมือนบทเฉลยของแก่นที่ข้าน้อยบอกไว้อีกด้วย
ข้าน้อยแยกมันออกมา
เพียงเพราะ...ข้าน้อยไม่อยากบอกออกไปตรงๆว่าข้าน้อยต้องการจะสื่ออะไร...
เพราะคำเฉลยมันจะปิดกั้นความคิดฮับ

ให้เวลากับการอ่าน ได้เปิดหนทางของความคิดคำนึง กันสักนิดฮับ
แล้วหลังจากนั้น จะเลือกอ่านต่อๆกันไปให้เป็นนิทานหนึ่งเรื่อง
หรือจะหยุดอยู่แค่นั้น และสรรสร้างตอนจบของลำดับนี้ให้แตกต่างหลากหลาย

...ให้คุณผู้อ่านได้เป็นผู้เลือกเองแหล่ะฮับ...


เทวดาร่างน้อยเฝ้าคอยแอบมองนางฟ้า
ดูเธอไขว่คว้าหาดวงดาราอันพร่างพราย
มุ่งหมายจะเห็นเธอเป็นสุขสมหวังดังที่ตั้งใจ
เพราะความไร้เดียงสาอันเลอค่าได้ประดับประดารอยยิ้มของนางฟ้าให้สดใส
จนอาจแปรผันสรวงสวรรค์ให้หวานหอม เป็นสีชมพู

ในยามเช้าตรู่นี้ ที่เธอมีน้ำตา
เทวดาจึงก้าวขาเข้าหานางฟ้าร่างน้อยในทันใด
"ในยามที่เธอเฝ้าไข่วคว้าความสุข ค้นหาดวงดาว
เธอได้เก็บเกี่ยวเอาเรื่องราวมาไว้ในห้วงแหแห่งกระแสความคิด
แต่ชีวิตนี้ช่างแปลกนัก...
เรามักกวาดเก็บเอาความเศร้า ความเหงา และความทุกข์มาซ้ำเติมตน
จนหม่นหมอง และมืดมิดยิ่งกว่าฟากฟ้าราตรี

...ในยามที่เธอดิ้นรน จนสิ้นแรง...
เกลียวคลื่นแห่งความเหนื่อยล้าก็ถาโถมเข้าซ้ำเติม
เพิ่มภาระอันหนักหนาจนน้ำตาแทบอาบไหล

...ในยามนี้ ขอเธอจงพักผ่อน...
ปล่อยให้ใจโอนอ่อนไปกับความเป็นจริงของโลกนี้
ปล่อยให้ใจได้มีเวลาทำความเข้าใจไปกับธรรมชาติ

...ในยามนั้น... เธออาจได้สัมผัสกับความสุขที่ซุกซ่อนอยู่รอบกาย
...ในยามนั้น... เธอคงได้ลิ้มรสความหมายของสิ่งที่เธอมองข้ามไป"

นางฟ้าได้ยินดังนั้น ก็หลับตา หยุดสะอื้นไห้
พักผ่อนหัวใจจากการตามหาดวงดารามาตลอดราตรี

...และในเวลาที่เธอลืมตาขึ้น...

เธอคงได้ประจักษ์ในความสวยงามของแสงตะวันในยามเช้านี้
...ที่แม้ดวงดาวอันพราวแสงจะแข่งขัน ก็ไม่อาจมีชัยชนะได้เลย...


ขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน และทุกๆคอมเมนท์ฮับ