posted on 05 Oct 2008 19:08 by ddprainlord in Poem
กาลครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่ยาวนานนัก
ยังมีแกะฝูงหนึ่งพำนักอยู่ในทุ่งหญ้าเขียวขจี
ใต้ผืนนภาสีฟ้าสดใส
สีเขียวล้วนแต้มเต็มไปทุ่งแห่งหน
หลอมปนไปกับสีขาวของชาวแกะเหล่านั้น
...ทุกวันผ่านไปโดยสงบสุข...
...ทุกวันผ่านไปโดยสงบนิ่ง...
...ทุกสิ่งนั้นยังคงเหมือนเดิมอยู่ทุกวัน...
...ทุกสิ่งนั้นยังคงฉาบย้อมด้วยความเฉื่อยชา...
"ข้าฯเบื่อ สีฟ้า-ขาว-เขียวแห่งนี้ยิ่งนัก" ลูกแกะน้อยรำพัน
พลางนึกฝันถึงสถานที่ซึ่งมีสีสันสดใส
...มันหลงใหลในสีของดอกไม้และสายรุ้งที่ประดับฟากฟ้า...
...แต่ครั้นที่เวลาเลื่อนไหล แปรเปลี่ยน...
กาลเวลาก็เบียดเบียนให้บุปผาแห้งเฉาโรยรา...
กาลเวลาก็บดบังให้แถบรุ้งนั้นเลือนลับดับหาย...
สีสันอันหลากหลายจึงคล้ายเป็นความฝัน
ที่พลันระเหยหายไปพร้อมกับการปรากฏกายของทิวาวาร
"ข้าฯอยากขับขานความสวยงามของสีแสง" ลูกแกะน้อยคำนึง
มันจึงแต่งแต้มขนขาวให้พราวพร่างด้วยแสงสี
หวังที่จะบอกเล่าความงดงามตามที่เห็น
...แต่ทุกสิ่งไม่เป็นเฉกเช่นนั้น...
"เจ้านั่นเป็นแกะประหลาด" แกะตัวอื่นต่อว่า
"เป็นแกะที่หาความสะอาดไม่ได้" แกะอีกตัวตัดพ้อ
"มันคงบ้าบอไปแล้วกระมัง" แกะตัวอื่นเย้ยหยัน
"อย่ากระนั้นเลย เราจงไปบังคับให้มันกลับเป็นดั่งเก่าดีกว่า" เหล่าแกะเห็นพ้องต้องกัน
จึงไปหาแกะน้อย ในทันที
"เจ้านี้เป็นแกะประหลาด" แกะตัวแรกต่อว่า
"เป็นแกะที่หาความสะอาดไม่ได้" แกะตัวที่สองตัดพ้อ
"เจ้าคงบ้าบอไปแล้วกระมัง" แกะตัวที่สามเย้ยหยัน
"อย่ากระนั้นเลย เจ้าจงทำตัวให้เหมือนเก่าเดี๋ยวนี้ เจ้าแกะโง่!!!" แกะทั้งหลายตะคอกใส่ลูกแกะน้อยพร้อมกัน
"ข้าฯนั้นมีข้อสงสัย ท่านแกะทั้งหลาย
ข้าฯวาดลวดลายเพราะหวังให้ท่านมองเห็นความสดใสในธรรมชาติ
ตอบข้าฯเถิด... ข้าฯโง่เพราะความประหลาด หรือโง่เพราะมองโลกไม่เหมือนพวกท่านกันเล่า?"
แกะน้อยถามเสียงสั่นเทา สะอื้นไห้
...แกะทั้งหลายมองหน้ากัน...
มีความเงียบงันเป็นคำตอบ...
เบื่อการเมืองจังฮับ T^T
posted on 29 Sep 2008 23:24 by ddprainlord in Poem
...เมล็ดรักหยอดหล่น ลงในทุ่งใจ...
อาศัยอุ่นไอในผู้คนเพื่อเติบโตขึ้นเป็นต้นกล้า
อาศัยความใกล้ชิดสนิทสนมเพื่อเพาะบ่มดอกใบ
และแล้ว วันที่ต้นรักแทงยอดพ้นจากผืนดินก็มาถึง...
ยอดอ่อนจึงได้พบกับความไกลกว้างจนอ้างว้างของผืนฟ้าอากาศ
...ปราศจากการฟูมฟักของแผ่นดินผู้อบอุ่นอีกต่อไป...
ในความว้าเหว่ที่แสนเศร้า
ในความเหงาที่แสนหนาวเหน็บ
...ต้นรักมิอาจทนเจ็บปวดต่อไปได้...
มันจึงแผ่นขยายกิ่งก้านออกไปทั่วทิศ
และยึดติดในทุกสิ่งที่สัมผัสได้...
เหนี่ยวรั้ง รัดรึง ดึงเอามาไว้ข้างกาย...
หวังจะหาความหมาย ความอบอุ่น ความอ่อนหวาน
หวังจะหาหรรษาทาน ความการุณ การจุนเจือ
...แต่นั่น เป็นเพียงความเชื่อลมแล้งแห้งเปล่า...
สิ่งที่รักนั้นน้าวโน้มไว้ด้วยกิ่งก้านต่างเจ็บช้ำ
เมื่อผูกพันจนล้ำเส้น...
...ก็กลายเป็นพันธนาการ
เมื่อทานทนไม่ไหว ก็หนีห่าง
ฉีกร่างออกจากก้านกิ่ง...
...ทิ้งไว้เป็นบาดแผลแก่ทั้งสองฝ่าย...
...ต้นรักช่างโหดร้ายด้วยความไม่เข้าใจในโลกหล้า...
รักนั้นอ่อนล้า สิ้นหวัง...
หมดพลังที่จะเติบโตต่อไป...
ค่อยๆไหลเลื้อย เรื่อยไปตามหน้าดินอย่างไร้กำลัง
แต่ ...ก่อนความเกลียดชังจะครอบงำในรัก
มันได้ประจักษ์ในสุรเสียงของสายธารอันหวานหู
มันได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของตาน้ำผู้บริบูรณ์
เฝ้าเติมเต็ม เกื้อกูลสายน้ำแลหล่อเลี้ยงมวลชีวิต
อุทิศตนด้วยการให้ไปทุกแห่งหน
....จึงไม่ทุกข์ทนจากความพรากจากสิ่งที่เหนี่ยวรั้ง...
ต้นรักหันหลังย้อนกลับมา มองตนเองในอดีต
เห็นความพลาดผิดที่ขีดเขียนไว้ด้วยความไม่รู้
...และเริ่มการคงอยู่ด้วยการเป็นผู้ให้
...เริ่มชูก้านใบสูงขึ้นไปสู่ฟากฟ้า...
...เผยกลีบดอกออกท้าสายตาของผาชน...
ประดับพุ่มพนพนาด้วยสุคนธาอันหวลหอมแห่งรักแท้
พุ่งแผ่ผ่านซ่านซาบไปทุกตำบลหนแห่ง
...ด้วยใจแบ่งปันอันพอดี...
...โลกนี้คงประจักษ์ในรักอันสวยงาม...
----------------------------------------
----------------------------------------
อ๊ะๆ อย่าพึ่งเข้าใจผิดฮับ
ลำดับนี้ ข้าน้อยได้แรงบันดาลใจระหว่างคุยกับรุ่นน้องฮับ
หาได้มาจากการมีรักหรือไปตกหลุมอะไรไม่
เนื้อความทั้งหมดน่าจะชัดเจนในตัวเองแล้วมั้งฮับ
แต่ก็ ... เรื่องที่เข้าใจได้ง่าย มักทำได้ยากฮับ เอิ๊กๆๆ
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน และทุกคอมเมนท์ฮับ
posted on 26 Sep 2008 01:23 by ddprainlord in Poem
ชายคนหนึ่งย่ำย่างไปตามทางอย่างโศกเศร้า
เฝ้ามองหาความหวังและความสุข
หากแต่ก็พบเพียงทุกข์ทุกแห่งหน
จนชายผู้นั้นสิ้นกำลังจะก้าวเดิน
จึงทรุดลงบนเนินดินเล็กๆ กอดเข่าตนเอง ร้องไห้เงียบๆ
ในความเย็นเยียบของน้ำที่เอ่อล้น ไหลออกจากดวงตา
กลับปรากฏเสียงดนตรีที่ฝ่าความเงียบงันในบรรยากาศ
เป็นท่วงทำนองอันองอาจแห่งความหวังและกำลังใจ
เป็นท่วงทำนองอันสดใสแห่งความสุขและความปรีดา
บทเพลงนั้นเยียวยาดวงใจของชายผู้แสนเศร้า
บทเพลงนั้นปลุกเร้าให้ตัวเขาลุกขึ้นมาอีกครา
พร้อมกับดวงตาที่มองไปเบื้องหน้า
...มองหาผู้ให้กำเนิดเสียงสวรรค์อันฉ่ำชื้น...
ร่างที่ยืนอยู่นั้น เป็นเพียงเด็กสาวแรกแย้ม
เธอยิ้มแก้มแดงระเรื่อด้วยความสุขสันต์
และรอยยิ้มของเธอนั้นก็มีสีสันอันประหลาดยิ่ง
เพราะมันได้ทำให้ทุกสิ่งดูสุกสว่าง
...เป็นรอยยิ้มที่สร้างโดยเทวทูตสวรรค์ก็ว่าได้...
เด็กสาวก้าวย่างเข้ามาใกล้
ท่วงท่าของเธอสดใสจนคล้ายการร่ายรำที่สง่างาม
เด็กสาวเอ่ยถามด้วยถ้อยคำที่เรียบง่ายและแสนสั้น
"ใยเธอนั้นจึงแสนเศร้าเช่นนี้?"
...เป็นคำถามที่ใสซื่อยิ่ง...
ชายหนุ่มนิ่งไปในคำถาม
ไม่อาจเอ่ยถ้อยความอันใดได้
เขาเพียงทิ้งกายนั่งลงอย่างเก่า
รำลึกถึงความเศร้าโศกาที่ทารุณ
...เด็กหญิง เฝ้ามอง ครุ่นคิด พินิจความ...
แล้วจึ่งเอ่ยถาม อีกครั้ง...
"เธอขังตัวเองในความมืดดำเช่นนี้ แล้วมีประโยชน์อันใดเล่า?
ความเศร้านั้นจักกัดกินวิญญาณเธอจนหมดสิ้น
เป็นที่น่ายินดี เช่นนั้นหรือ?
รือม่านน้ำในนัยน์ตาจะพร่าเลือนทุกสิ่งสรรพ์
จนตัวเธอนั้นไม่เห็นสรรพสิ่งซึ่งพริ้งพราย
มองเถิด มองปลายฟ้า...
...หมู่เมฆากำลังเล่านิทานเห่กล่อมเธออยู่
ดูสิ ดูหมู่ไม้...
...ใบเขียวกำลังรำร่ายไปกับสายลมที่พลิ้วไหว
ชมเถิด ชมให้ทั่วแผ่นพื้น
...มวลดอกไม้กำลังลืมตาตื่น แต่งหล้าด้วยสรรพสีที่มีพลัง
ฟังสิ ฟังเสียงแห่งป่า...
...หมู่สกุณายังอำนวยพรผ่านบทขับร้องอันอ่อนหวาน
ประจักษ์เถิด ว่าความสุขสนานรายล้อมรอบกายท่านอย่างใกล้ชิด
เพียงแต่เธอมิได้พิจารณาจึงค้นหาไม่พบเห็น"
"สาวน้อยเอ๋ย นั่นเป็นเพียงคำที่ลวงหลอก
เป็นเพียงคำพูดที่บอก ปลอบเด็กน้อยที่ร้องไห้
หากแต่ภายในโลกหล้าที่เธอก้าวขาไปไม่ถึง
หาได้มีแต่สิ่งซึ่งพึงปรารถนาไม่
ยังมีความเศร้า ความโศกศัลย์ ความจัญไร
ยังมีความจริงที่ใจไม่อาจน้อมรับด้วยความยินดี"
"หากเป็นเช่นที่ท่านพูด
แล้วสิ่งใดเล่าพิสูจน์ความจริงแท้ทั้งมวลนั้น?
ความศัลย์โศกแลวิปโยคอันขื่นขม
ที่ท่านทนระทมทุกข์อยู่ทุกคืนวัน
ใยท่านไม่คิดว่ามันเป็นเพียงคำที่ลวงหลอก
เป็นเพียงคำพูดที่บอก ตอกย้ำซ้ำเติมให้ร้องไห้
หากแต่ภายนอกโลกหล้าที่เธอไม่ปรารถนาจะเหลียวแล
อาจหาได้ซึ่งความจริงแท้ก็เป็นได้
ใยเธอต้องอยู่ภายใต้ความทุกข์เศร้าที่เผาผลาญ
ใยเธอต้องร้าวรานกับเรื่องเล่าขานที่เธอสร้างขึ้นเอง"
----------------------------------------
----------------------------------------
เอาเข้าจริงๆ เนื้อแท้ของลำดับนี้ ก็ไม่ต่างอะไรไปจากลำดับที่ 63 มากนัก
...หากแต่ ข้าน้อยเขียนมันขึ้นมาในต่างเวลา ต่างอารมณ์ ฮับ
อาจจะฟังดูน่าตกใจ ว่าในความจริงแล้ว
มูลเหตุของการเรื่องราวในลำดับนี้
...มาจากการรองรับอารมณ์ของคนที่เศร้าเกินไปฮับ...
...ตัวข้าน้อยไม่ได้เศร้าเองหรอกฮับผม... (เอ๊ะ หรือเพลิดเพลินกับความเศร้าเรื่องอื่นอยู่นะ)
เพียงแต่ข้าน้อยก็กอบโกยความรู้สึกทั้งหลาย
เอามาถ่ายทอดออกมาให้ได้สัมผัสรับรสโดยทั่วกัน เท่านั้นเองฮับ
ข้าน้อยทิ้งเรื่องในลำดับนี้ไว้ให้เป็นปลายเปิดเสียด้วยสิ
ตัดจบแทบจะดื้อๆระหว่างที่พูดคุยกันอยู่เลยก็ว่าได้
ดังนั้น สิ่งที่หญิง-ชาย ได้โต้ตอบกัน
ฝ่ายไหนจะถูก ฝ่ายไหนจะผิด
หรือไม่มีฝ่ายถูก ไม่มีฝ่ายผิด
หรือทั้งสองฝ่ายก็ถูกและผิดในต่างสัดส่วน
หรือความถูกผิดมันไม่ได้มีค่าอะไร ไปตัดสินมันทำไม
...มันคงจะขึั้นกับผู้อ่านเองแล้วล่ะฮับ
ว่าจะตีความบทอ่านนี้ไปอย่างไร
อ่อ... ข้าน้อยยังคงฝากเรื่อง ขอเสียงโหวตด้วยนะฮับ
ว่าถ้าข้าน้อยเปลี่ยนธีมใหม่
คุณสนใจ "บทเพลง" หรือ "ดอกไม้" ฮับ
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านและทุกๆคอมเมนท์ฮับ