ลำดับที่ 74 --น้ำมันกระต่าย--

posted on 29 Sep 2009 21:42 by ddprainlord  in etc

ท่ามกลางทุ่งหญ้าเวิ้งว้างอันกว้างใหญ่
ต้นไม้ใบหญ้าเติบโตขึ้นบางตา
สัตว์ทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าจึงค่อนข้างอดอยาก แร้นแค้น
ต้องดิ้นรนเพื่อเฟ้นหาอาหาร...
ต้องดิ้นรนเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต...

...ทุกวันเป็นเหมือนการเดินย่ำซ้ำรอยทางเดิม...

จนกระทั่ง ในฤดูร้อนที่แห้งแล้ง...
ได้มีมนุษย์กลุ่มหนึ่งเดินทางผ่านมา
แล้วถามหากระต่ายที่อยู่ในท้องทุ่งแห่งนี้
โดยสัญญาว่ามีอาหารจะมอบให้กระต่ายที่ขนสวยที่สุดบนทุ่งหญ้าแห่งนี้

สัตว์ทังหลายก็ยินดีปรีดา รีบไปแจ้งข่าวแก่บรรดากระต่าย
ให้มาชุมนุมกันต่อหน้ามนุษย์กลุ่มนั้น

"กระต่ายเอ๋ย ขณะนี้ ราชาของแคว้นเราทรงพระประชวร
เราจึงออกเดินทางเพื่อหาหนทางจะรักษาองค์ราชา
โดยเราชาวมนุษย์มีความเชื่ออยู่ว่า
น้ำมันที่ได้จากกระต่ายสายพันธุ์ดี จะมีฤทธิ์เป็นยาอันวิเศษ"

เมื่อเหล่ากระต่ายได้ยินดังนั้นก็ตกใจ ถอยหนีไป

"เดี๋ยวก่อนๆ อย่าพึ่งหวาดกลัวไปเลย กระต่ายน้อย
การสกัดน้ำมันกระต่ายออกมานั้น มิได้น่าหวาดหวั่นวิตกหรือโหดร้ายทารุณ

วิธีการสกัดน้ำมันนั้น เราต้องนำหม้อใบนึงใส่น้ำไว้
แล้วตั้งบนไฟให้น้ำร้อนระอุ
จากนั้นนำกระต่ายแช่ลงในน้ำร้อนนั้นเป็นเวลา 3 สัปดาห์
น้ำที่ร้อนจะดึงเอาคุณค่าในขนกระต่ายออกมา และกลายเป็นน้ำมันอันเลอค่า

กระต่ายเอ๋ย อย่าได้กริ่งเกรงหวาดกลัว
เมื่อครบเวลาแล้ว เราจะพากระต่ายผู้เสียสละนั้นไปรักษา
และตบรางวัลเป็นอาหารอันสมบูรณ์ ทั้งตลอดเวลา 3 สัปดาห์ในหม้อน้ำและภายหลังจากนั้นไป

กล่าวได้ว่า พวกเธอทั้งหลายจะมีอาหารอันอุดม ดิ่มกินได้เนิ่นนานนับปี

...แต่...
วิธีสกัดนั้นละเอียดอ่อนนัก
จะเปลี่ยนตัวกระต่ายในระหว่างทางมิได้
ต้องอาศัยกระต่ายเพียงตัวเดียวแช่น้ำตั้งแต่ต้นจนครบเวลา
หากขึ้นจากน้ำเสียก่อน น้ำมันที่ควรจะได้ก็จักเสียคุณค่าไป
ดังนั้นแล้ว เราจึงต้องผูกมัดด้วยสัญญา
ถ้ากระต่ายมิอาจทนทานตลอดเวลาของการสกัดได้
เราจะยึดเอาอาหารจากพวกเจ้าคืน
และต้องชดใช้จนได้ปริมาณสองเท่าของอาหารที่เรามอบให้"

กระต่ายก็ถกเถียงกัน
การแช่ในน้ำร้อนคงไม่สบายนัก
แต่อาหารที่เป็นรางวัลก็มีมูลค่ามหาศาล

และแล้ว...กระต่ายหิมะตัวหนึ่งจึงอาสาสร้างพันธะผูกสัญญากับมนุษย์

หม้อน้ำถูกตั้งขึ้นบนกองไฟ
และรอไว้จนน้ำภายในอุ่นระอุ
กระต่ายหิมะจึงหยั่งขาลงในหม้อน้ำ

ในครั้งแรก กระต่ายรู้สึกตกใจกับความร้อน
แต่สักพักมันก็เริ่มชินกับสภาพ
"เป็นความร้อนที่พอทนได้" กระต่ายหิมะบอกกับตัวเอง
มันจึงหันออกไปหาเพื่อนพ้องและส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน

เมื่อเวลาผ่านไปได้สามวัน
ขนของกระต่ายเริ่มจะดูดซึมน้ำเอาไว้
ทำให้กระต่ายสัมผัสกับความร้อนอันร้ายกาจที่โถมทวีขึ้น
มันเริ่มรู้สึกทรมาน แต่ก็ยังทนฝืนยิ้มต่อไป
...ด้วยหวังว่ารอยยิ้มจะลบเลือนความเจ็บปวด...

สัตว์ต่างๆยังเห็นกระต่ายยิ้มอยู่ได้ก็เบาใจ
พวกมันทั้งร่วมยินดี และให้กำลังใจกับกระต่ายอยู่ตลอดเวลา

ยิ่งเห็นเช่นนั้น กระต่ายก็ยิ่งต้องทนยิ้ม
ไม่อาจร้องไห้ให้ใครเห็น เพราะไม่อยากเป็นคนที่ทำร้ายใครๆ
กระต่ายหิมะจึงอดกลั้นเพื่อกลั่นรอยยิ้มสดใส
...แม้อยู่ในความทุกข์ทรมาน...

จวบเมื่อเวลาเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง
กระต่ายนั้นถูกน้ำร้อนลวกจนตัวแดง
ขนของมันเริ่มลูบเลี่ยและหลุดหล่น
มันพยายามอยู่นิ่งๆ ไม่ไหวติง
...หรือบางที มันอาจจะหมดแรงเกินกว่าจะเขยื้อนขยับ

สัตว์ต่างๆเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งพยายามให้กำลังใจ
กระต่ามองฝ่าไอร้อนระริก เห็นเพื่อนผองก็ยิ่งกล้ำกลืน
มันฝืนให้น้ำตาไหลย้อนกลับลงไป
อดทนต่อไป ต่อไป ต่อไป...

...ทำไมนะ...
กระต่ายเฝ้าถามตนเอง
หากวันนั้นตัวเราไม่เลือกเดินบนเส้นทางนี้
...อะไรๆจะดีขึ้นรึเปล่า...
คำถามมากมายไหลย้อนวนเวียนหมุนเปลี่ยนไปมา
ทั้งเวลาที่ตื่น ทั้งเวลาที่ฝัน

เข้าสู่วันที่สิบ
...ครึ่งทางของการสกัดแล้ว...

กระต่ายหายใจรวยริน
ขนของมันเลิกลอกร่อนออกมาเป็นหย่อมๆ
ความร้อนได้กัดกร่อนจิตใจของมันจนหมดสิ้น
ความอดทนอดกลั้นถูกบีบคั้นจนถึงขีดสุดแล้ว
มันตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ
ตะเกียกตะกายจะขึ้นจากหม้อน้ำ

เหล่าสัตว์ทั้งหลายต่างตกใจ
พยายามกดกระต่ายไว้ให้หายตื่นตระหนก

"อย่าาาา ให้ชั้นได้พ้นไปจากความร้อนนี้สักที ชั้นทนไม่ไหวอีกแล้ว" กระต่ายกรีดร้อง

"อดทนต่อไปเถอะนะ อีกแค่ไม่กี่วันเอง" กระรอกเอ่ยขึ้น
"ถ้าเธอขึ้นมาตอนนี้ พวกเราจะต้องลำบากนะ" หมูสมทบ
"ที่ว่าไม่ไหวน่ะ เธอคิดไปเองรึเปล่า" เพนกวินกล่าว

กระต่ายพยายามจะขอร้อง
...แต่เสียงของมันส่งไปไม่ถึงอีกแล้ว
เสียงของสัตว์อื่นๆกลบเสียงของกระต่ายจนกลายเป็นเสียงที่ไม่อาจได้ยิน

"เราทุกคนต่างก็ต้องพบกับความร้อนมาก่อน เธอจะผ่านมันไปไม่ไหวรึ?" ไก่ถามขึ้นมาลอยๆ
"ที่นายคิดว่าร้อนน่ะ เพราะนายยอมแพ้ต่างหาก" เป็ดพูดขึ้น

...ในใจขณะนั้น กระต่ายอยากวักน้ำร้อนใส่สัตว์อื่นๆ
แต่มันก็หมดแรงแม้แต่จะไหวติง

มันปล่อยให้น้ำตาไหลช้าๆ
...โทษตัวเองที่อดทนมากเกินไป
...โกรธตัวเองที่่นึกถึงแต่ผู้อื่น

มันหลับตาลง และหลุบหูต่ำ
ปล่อยให้ใจที่เจ็บช้ำ ค่อยๆแตกสลาย
...ก่อนจะดำหายลงไปในน้ำร้อน

...ไม่มีใครได้เห็นกระต่ายหิมะอีกเลย ราวกับว่ามันได้ละลายไปกับน้ำในหม้อ...

ลำดับที่ 73 --จาก 1/2 = 1 สู่ 1 = 12--

posted on 17 Sep 2009 01:56 by ddprainlord  in etc

ช่วงนี้เจอเรื่องหนักหนามาเยอะจนจะเข้าสู่โลกมืดอยู่รอมร่อฮับ
เลยกลั่นความรู้สึกมาให้อ่านกันอย่างเคยๆไม่ไหว

...ไม่เช่นนั้นคนอ่านคงได้หมดศรัทธาต่อโลกอย่างที่ข้าน้อยเป็น...

ลำดับนี้จึงเป็นลำดับในรูปแบบที่ไม่ค่อยมีให้เห็นในบลอคของข้าน้อย
นั่นก็คือการทีข้าน้อยนำประเด็นความคิดหยิบยกมาคุยกันตรงๆแบบไม่ขัดเกลาเช่นนี้

จั่วหัวเรื่องมาวันนี้ออกไปทางคณิตศาสตร์กลายๆ
ซึ่งเดาเอาเองว่าหลายคนคงทำหน้าแหยๆ ไม่ค่อยอยากจะอ่านต่อ
แต่เรื่องมันก็มีที่มาจากเรื่องใกล้ตัวเลยฮับ


...เรื่องมีอยู่ว่า...

ข้าน้อยพักผ่อนรักษาตัวอยู่กับบ้าน อาศัยว่าดูโทรทัศน์ที่คุณพ่อคุณแม่เปิดดูไว้ไปพลางๆ
แล้วก็ไปเจอกับโฆษณาผงซักฟอกยี่ห้อนึงเข้าฮับ

โฆษณาเค้ามุ่งเน้นไปถึงสมการ 1/2 = 1 ฮับ
ครูก็ออกมาบอกว่านักเรียนผิดแล้ว แต่นักเรียนก็ยืนกรานว่าคุณแม่ผมสอนมา
ตอนท้ายถึงมาขยายความว่า สมการนี้น่ะ หมายถึงจำนวนผงซักฟอกที่ใช้ในการทำความสะอาดเสื้อต่างหาก
ดูสิ ยี่ห้อเราครึ่งช้อน ก็สะอาดเทียบเท่ากับยี่ห้ออื่นๆช้อนเต็มๆได้แล้ว

คุณแม่ของข้าน้อยก็เล่าปิดท้ายโฆษณาว่าน้องสาวของคุณแม่(ซึ่งก็คือคุณน้าของข้าน้อยเอง)ไม่ชอบโฆษณานี้เอามากๆ เพราะเค้ามีลูกชายวัยอนุบาล
พอเด็กๆมาดูเข้าก็เข้าใจผิดกัน ต้องมาสอนให้เข้าใจถูกกันอีกที

ข้าน้อยได้ฟังเข้าก็เก็บมานั่งคิดตามประสานักคิดไม่เจียมตัว
โฆษณานี้ได้กล่าวถึงหลายประเด็นความคิดพร้อมๆกันฮับ
เราลองมานั่งคุยกันดีกว่า


...1/2 = 1 จริงหรือ?...

ข้าน้อยเชื่ออยู่อย่างนึงว่า ทุกคนเคยโดนสอนสมการแปลกๆตั้งแต่เด็กว่า

1 = 12

หลายคนก็ส่ายหัว เอาอะไรมาพูด เห็นอยู่ชัดๆว่ามันไม่เท่ากัน
แต่เมื่อเราขยายความต่อไปอีกนิด เป็นว่า

1 โหล = 12 ชิ้น

ทุกคนก็จะร้องอ๋อขึ้นพร้อมกัน
หลายคนก็จะบ่นว่า แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก (และหลายคนก็จะบ่นว่า เดาออกตั้งแต่แรกแล้วเฟร้ย)

แสดงว่า ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่อาจสรุปตัวเลขลอยๆมาคุยกันได้
ลักษณนาม หรือ หน่วย ที่ตามหลังมาก็มีความสำคัญที่ไม่อาจตัดได้เช่นกัน
แต่อาศัยความสะดวกสบาย พอเราตัดสิ่งต่อท้ายที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญออก
เนื้อหาใจความโดยรวมก็เลยผิดไปด้วย

อันนี้สังเกตจากการที่ไปสอนพิเศษเด็กๆมัธยมปลายมาหลายรุ่น หลายโรงเรียน
เด็กๆมักจะไม่ใส่หน่วยในระหว่างการคำนวณแหล่ะฮับ
"ก็มันยุ่งยากอ่ะ ไว้คำนวณเสร็จค่อยใส่ก็ได้" เป็นคำตอบที่ได้ยินบ่อยมากๆ
แต่แล้วการที่ไว้ใส่ก็ได้นี่แหล่ะฮับ นำปัญหามาถึงที่เชียว
"แล้วจะใส่หน่วยอะไรดีล่ะ?"
"รู้งี้ไม่ตัดไปตั้งแต่แรกก็ดีแล้วล่ะ"
...อันนี้เป็นคำที่ตามมาหลังเฉลยกันว่าน้องเค้าไปพลาดกันตรงไหน
จุดเล็กๆที่มองข้ามไปมันนำพาปัญหาใหญ่มาทีหลังทุกครั้งไป

ในทำนองนี้ เราอาจมองได้ว่าหน่วยนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของคณิตศาสตร์ไปซะแล้ว
ทั้งๆที่มันก็ไม่ใช่ตัวเลขสักนิดเดียว แต่พอตัดออกปุ๊บค่าของตัวเลขก็ถูกเข้าใจผิดไป

...จะมองว่ายังไงได้นะ?...

คณิตศาสตร์ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวเลขเท่านั้น
เราแค่ได้ยินกันว่า คณิตศาสตร์ ในหัวก็จะรีบต่อท้ายกันทันควันว่า
คณิตศาสตร์แปลว่า เลข ต้องเป็น ตัวเลขแหงๆเลย
แต่คำหนึ่งคำที่เราใส่ความหมายให้กับมันกลับกลายเป็นกำแพงที่ปิดกั้นความหมายโดยรวมไปซะแบบนั้น

ข้าน้อยเรียกอาการแบบนี้ว่าด่วนสรุปฮับ

เราเจอกันบ่อยทีเดียวกับการด่วนสรุปแบบนี้ ตัวอย่างเช่น

"เค้าเป็นคนดี"
---> อ๋อ งั้นเค้าต้องดีกับทุกคน จะชั่วไม่ได้นะ ตั้งความคาดหวังได้เยอะเชียว คนแบบนี้
---> อ๋อ งั้นแปลว่าเราจะทำตัวยังไง เค้าก็จะดีกับเรา งั้นทำตัวแย่ๆก็ไม่เป็นไรหรอก
---> เห้ย ไม่มีใครเป็นคนดีจริงๆหรอกว่ะ ยังไงมันก็ต้องแอบเลวแต่แค่สร้างภาพลักษณ์เก่งๆ หมั่นไส้วุ้ย

"นายหนึ่งเป็นนักเขียนการ์ตูน"
---> หมอนี่ไร้น้ำยาชัวร์ อาชีพอื่นดีๆมีตั้งเยอะ ไม่ทำ มาเลือกอาชีพไส้แห้งแบบนี้ ไม่ไหวๆ
---> นายคนนี้ต้องเก่งศิลปะชัวร์ป๊าบ นึกๆแล้วอยากให้เขียนภาพเหมือนเราสักรูปดูจัง
---> เดาได้เลย นายคนนี้นะ ต้องทำตัวเซอร์ๆ ติสท์ๆ ดื่มเหล้าเก่ง ทำตัวเฮฮาไร้สาระ ไม่มีเหตุผล

...จากหนึ่งข้อความ แปลผ่านอคติออกมาได้สามแบบ
แล้วเหตุการณ์ในวันนึงๆ บวกกับอคติของมนุษย์หกพันล้านชีวิตของโลกใบนี้
ความแตกต่าง การเข้าใจผิด ความไม่พอใจ ความวุ่นวาย ความโกลาหลมันก็ตามมาเป็นขบวนแหล่ะฮับ
...ไม่ต่างจากคิดคำตอบผิดเพราะเผลอตัดหน่วยทิ้งไปเลยแฮะ
...แค่เปลี่ยนจากเหตุการณ์บนหน้ากระดาษมาแปะบนชีวิตจริง

เอ๊ะ งี้ก็แปลว่าเราไม่ควรตัดหน่วยทิ้งน่ะสิ

ใช่ ไม่ควรด่วนสรุปด้วย

อ๊ะ เดี๋ยวๆ งี้แปลได้มั๊ยว่าหน่วยมันก็สำคัญเท่าๆกับตัวเลข

...น่าจะได้เนอะฮับ...

งั้นตีความต่อไปอีกนิด ภาษาศาสตร์ กับ คณิตศาสตร์ ก็สำคัญเท่าๆกัน
คิดเลขเก่งยังกะพ่อเป็นคอมพิวเตอร์ แม่เป็นเครื่องคิดเลขแต่คุยกับใครไม่รู้เรื่องก็จบ
ประพันธ์กลอน แปลนิยาย เขียนหนังสือขั้นเทพ แต่ไปซื้อข้าวทีไรจ่ายเงินผิดทุกทีก็คงไม่ไหว

ขยายความให้ใหญ่ขึ้นอีก ได้ว่า ศาสตร์ไหนๆ ก็สำคัญต่อมนุษย์เท่าเทียมกัน
...คนเราจะเป็นคนที่สมบูรณ์ได้จริงๆ ก็ควรมีความรู้ความอ่านรอบด้าน
จริงอยู่ คนเราจะเลี้ยงชีพให้ได้ดีควรมีสักด้านที่เด่น
แต่ไม่ใช่ว่าด้านที่เหลือเราจะไม่ต้องใส่ใจก็ได้นะ

ได้ปริญญาทางไข่เจียวแต่เกี้ยวหญิงไม่เป็น ก็เศร้าใจนะเออ

ถ้าแบ่งศาสตร์ออกมาเป็นหมวดใหญ่ๆ เค้าว่าแบ่งได้เป็น วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ แล้วก็ ศิลปศาสตร์ฮับ
แปลให้ง่ายอีกนิด คนเราควรรอบรู้ในเหตุผล รอบรู้ในผู้อื่น และ รอบรู้ในอารมณ์
ลองขาดหายไปสักด้าน ชีวิตคงดูแปลกๆพิลึกฮับ

อ้าว งี้เด็กสายวิทย์เก่งกว่าเด็กสายศิลป์ก็ขี้จุ๊อ่ะดิ

ใช่ฮับ ขี้จุ๊มาก ศาสตร์ทุกศาสตร์มันเท่าเทียมกัน ตัดสินกันว่าเก่งกว่าหรือไม่ ไม่ได้หรอกฮับ
เพียงแต่เด็กๆหลายคนก็มักจะคล้อยตามผู้ใหญ่และกระแสสังคมกันได้
สายวิทย์เค้าว่ายากอ่ะ ใครๆก็บอกว่าเราโง่ ไปสายศิลป์ก็ได้
...จะดีเร้อะ?
สุดท้ายคำว่ายากง่าย มันก็ขึ้นกับความถนัดแต่ละบุคคลอยู่ดีฮับ
ลองให้คุณหมอจบปริญญาเอกไปปักข้าวดำนาดูสิ
แพ้ชาวนาจบป.สี่ไปแบบไม่ต้องคิดอะไรมากเลยฮับ

เห งี้ คุณหมอ วิศวกร ครู ศิลปิน ชาวนา กรรมกร ก็เก่งเท่าๆกันหรอ?

ใช่ เพียงแต่เค้าเก่งกันคนละด้าน กรุณาอย่าเอามาใส่เครื่องหมาย =. > หรือ < กันง่ายๆเชียวฮับ
ลองประเทศไหนไม่มีชาวนาดูสิ หิวตายกันหมด
ลองประเทศไหนไม่มีกรรมกรดูสิ การก่อสร้างชะงักกันหมด
...ทุกหน่วยของสังคมจึงสำคัญเท่าเทียมกันด้วยประการละฉะนี้
...เลิกเปรียบเทียบ เหยียดหยามกันดีกว่าเนอะ?

โลกเราคงน่าอยู่ขึ้นเยอะเลยฮับ


งั้นจบประเด็นลำดับนี้กันดีกว่าเนอะ

อ๊ะ เดี๋ยว ที่กล่าวมาทั้งหมดเนี่ย ตาเจ้าของบลอคมันฟุ้งซ่านเองหมดเลยไม่ใช่หรอ
เกิดเด็กมันฉลาด เข้าใจที่มาที่ไปตั้งแต่แรก จะมาฝอยให้ยาวเสียเวลาทำไมเนี่ย

...นั่นสิ... ทำไมต้องไปตัดสินใจแทนเด็กเค้าด้วยล่ะ
1/2 = 1 อาจจะไม่ได้ทำให้เด็กเสียคนก็ได้
แต่พ่อแม่ตลอดจนครูบาอาจารย์ที่ปล่อยให้เด็กเข้าใจว่า 1/2 = 1 นี่สิ สมควรปรับปรุงตัวเอง ใช่มั๊ย?

วกเข้าเรื่องเซนเซอร์และเรตติ้งได้ไงนะนี่...?
สังคมหนึ่งๆเกิดผ่านการหล่อหลอมดูแลซึ่งกันและกัน
กระบวนการปกป้อง - เด็กไม่ควรดูสื่อรุนแรง ฯลฯ - เป็นสิ่งที่พึงมีฮับ
แต่อย่าให้การปกป้องไปบดบังการเรียนรู้น่าจะดีกว่ามั๊ยนะ?
ลองว่าเราไม่เคยเห็นสีดำ คงไม่รู้หรอกว่าสีที่เจอข้างทางน่ะ มันขาว เทา หรือเป็นแบบไหน
ลองว่าเราต้มภาชนะให้สะอาดไปทุกครั้ง ร่างกายมันก็จะเรียนรู้ที่จะอ่อนแอ ไม่แข็งแกร่งต้านเชื้อโรคอย่างเคย
...เหมือนที่ว่าการแพทย์เจริญขึ้นๆ แต่เราก็ยังเป็นโรคตายกันเป็นปกติ...
สงสัยว่าเชื้อโรคมันแข็งแรงขึ้น?
หรือไม่ก็คนเรานิ่งนอนใจจนปล่อยให้ตัวเองอ่อนแอลง?
ถ้ามองข้อทางศีลธรรมกับเชื้อโรคดูบ้าง
น่าคิดนะว่าตอนนี้ภูมิคุ้มกันในตัวของแต่ละคนจะเป็นอย่างไรกันบ้างแล้ว

และถ้าภูมิคุ้มกันของตัวบุคคลเสียไป
ภูมิคุ้มกันของบุคคลรอบข้างจะเสียตามด้วยรึไม่?

ข่าวที่ตีแผ่ปัญหานั่นๆนี่ๆ ส่วนใหญ่ปัญหาเกิดจากการเพิกเฉยต่อปัญหาในระยะแรกเริ่มกันซะส่วนใหญ่
...และเกือบทั้งหมด ความผิดก็จะถูกเหมารวมโยนไปให้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือ บุคคลใดบุคคลหนึ่ง
กลับเข้าเรื่องด่วนสรุปกันอีกแล้วสิเนี่ย...
นึกถึงข่าวเก่าๆอย่าง เด็กเลียนแบบเกมไปจี้แท็กซี่ ที่ครึกโครมกันในหลายปีที่ผ่านมา
ช่วงนั้นจำได้ว่า มีปัญหาเด็กก่อคดีเกิดขึ้นติดๆกันกับเด็กจี้แท็กซี่ด้วย
แถมคำสารภาพของเด็กคนหลังมันจั๊กจี้กว่าคนแรกเยอะฮับ

เด็กเค้าสารภาพประมาณว่า...

"ทำไมถึงก่อคดีแบบนี้ล่ะ"

"ผมอยากเป็นนักการเมืองครับ... ผมเห็นนักการเมือง(ข้าน้อยเข้าใจว่านักการเมืองท้องถิ่นนะฮับ)เค้ามีคดีใหญ่ๆกันทั้งนั้น เลยคิดจะก่อคดีบ้าง"

อุเหม่... เสียดายที่ข่าวเกมทำเด็กเสียคนจนต้องปราบปรามเกมมันดังกลบกระแส
...ไม่งั้นเราคงเห็นข่าวนักการเมืองทำเด็กเสียคนจนต้องหันมาปราบปรามนักการเมืองกันบ้าง
...น่าจะสนุกดีไม่น้อยเลย...

งั้นปิดท้ายประเด็นนี้กันแล้วดีกว่าฮับ
...สังคมส่วนใหญ่มักสร้างกระแสหลักซึ่งเป็นแบบอย่างให้กับหน่วยย่อยๆของสังคม
ถ้าสังคมเหลวแหลก พ่อกินเหล้า แม่ติดไพ่ อะไรกันแบบนี้
...จะหวังแค่ส่วนเสี้ยวดีๆบางส่วน - เช่น สื่อ การสื่อสาร - มาเยียวยา หล่อหลอมให้ลูกเป็นเด็กดีของสังคมได้หรือ?

...ข้าน้อยมองไม่เห็นอนาคตของลูกครอบครัวนี้จริงๆฮับ...

ก่อนอื่น ต้องขออภัยฮับ ที่หายไปเนิ่นนานมาก
...ช่วงนี้มีเรื่องเกิดขึ้นเยอะแยะจริงๆ

งานปริญญาโทที่ข้าน้อยเพียรทำมาครึ่งปีโดนสั่งเปลี่ยนหัวข้อแหล่ะฮับ
เหมือนกลับมานับหนึ่งใหม่เลย

ร่างกายที่ฝืนมานาน
(หลายคนถาม ฝืนทำม้ายย?
ขอตอบว่า ข้าน้อยเกลียดแลบฮับ
แล้วเป็นคนแบบที่ยิ่งเกลียดยิ่งชน จะได้ผ่านปัญหาไปเร็วๆ)

...เพียงแต่ผลไม่สวยเท่าไหร่ รอบนี้ข้าน้อยชนแล้วพังเองฮับ...
สุขภาพที่เริ่มง่อนแง่นเมื่อสองเดือนก่อนตอนนี้ก็ถล่มทลายเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

ไมเกรนกำเริบน่ะฮับผม

สองอาทิตย์นี้ข้าน้อยปวดศีรษะจนนับวันไปแลบได้
...ที่ว่ากันว่า พอจิตใจไม่เข้มแข็งร่างกายมันก็ทรุดโทรมน่าจะจริง...

ในที่สุด ตอนนี้เรื่องจบลงที่ข้าน้อยขอเนปลี่ยอาจารย์ที่ปรึกษาฮับ

และเรื่องกำลังจะเริ่มต่อไปว่า ข้าน้อยจะลาออกเลยแล้วยอมใช้ทุน พสวท ร่วมล้าน
หรือจะเปลี่ยนไปฮึดอีกครั้งกับอาจารย์ท่านใหม่ที่... อืมม ยังไงข้าน้อยก้เกลียดการทำแลบน่ะอับ ="=
หรือจะลาเรียนไปสักครึ่งปีดูอาการป่วย

การตัดสินใจจากนี้ไปคงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้ว
ยังไงหนทางยังมีข้าน้อยคงต้องดิ้นรนกันไป

นั่นคือข่าวที่อยากบอกฮับ
ช่วงนี้ข้าน้อยต้องพยายามทำตัวสบายๆให้มากที่สุด ป้องกันความเครียดกำเริบ
สมองข้าน้อยยิ่งน้อยๆอยู่ แต่ไม่รู้ทำไมเก็บสะสมความเครียดอะไรไว้ขนาดนั้น อิอิ

วันนี้เองคุณแม่ของข้าน้อยแนะนำวีดีโอใน U-tube ตัวนึง
เก่าแล้วแหล่ะฮับ เพียงแต่ข้าน้อยไม่ได้ดูอะไรแบบนี้มานานกว่ามาก
พอมาดูก็เลยได้นั่งซาบซึ้งในหลายๆแง่มุม
...กลายเป็นของฝากที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟังฮับ...

http://www.youtube.com/watch?v=SpMDoqQdZ50

...ด้วยความโง่คอมอย่างไร้ขีดจำกัด ข้าน้อยให้เป็นลิงค์ไว้ไปกดเล่นกันเองละกันฮับ
ถ้าจะด้วยความที่โชคช่วย พระเจ้าเห็นใจ หรือมีผีชี้แนะ จนมันขึ้นมาแสดงเป็นตัวเป็นตนได้ก็ดีไปฮับ
ในคลิปนี้ น่าจะเป็นรายการเชิญผู้ชมทางบ้านที่มีความสามารถจากทางบ้านมาแสดง
(คล้ายๆตีสิบบ้านเรารึเปล่านะ? อันนี้ไม่ทราบรายละเอียดได้ฮับ
มีผู้ร่วมเข้าแข่งขันท่านนึง ชื่อ Susan Boyle อายุอานามก็ 47 ขวบแล้ว
ถึงกับทำให้กรรมการและคนดูหลายคนแสดงสีหน้าไม่เชื่อมั่นกันเลยทีเดียว
เพียงแต่เพลงที่เธอขับร้อง ...ข้าน้อยอยากให้ทุกคนฟังจัง...

ในคลิปเอง เธอก็แสดงไปวันที่ 11 เมษา ปี 52 นี้ หรือราวๆหนึ่งเดือนที่แล้ว
มันอาจจะเก่าไปบ้าง มีคนนำมาลงไว้ก่อนแล้ว หรืออะไรก็ตาม
ข้าน้อยชิงขออภัยไว้ก่อนละกันนะฮับ ถ้ามันจะไปซ้ำกับใครๆที่เห็นเข้าแล้วเอามาลงบลอคไปแล้ว
พอดีว่าเดือนที่ผ่านๆมาก็ไม่ได้แวะมาเยี่ยมเยียนแถวนี้เหมือนกันฮับ ^^

เพลงที่เธอขับร้องนั้น ชื่อ "I dreamed a dream"ฮับ
ข้าน้อยก็ เอาเนื้อร้องมาแปะไว้ให้ แล้วแปลเองสดๆตามความสามารถเท่าที่มีละกันฮับ
...ขอให้สุขสันต์กับความหม่นหมอง และอิ่มเอมกับความเศร้าโศกฮับ...


"I dreamed a dream"
     ชั้นเพ้อเพียงภาพฝัน

I dreamed a dream in time gone by
     ชั้นเคยฝันใฝ่ในห้วงกาลก่อน

When hope was high and life worth living
     ในตอนที่หวังสูงส่งและชีวิตยังทรงคุณค่า

I dreamed that love would never die
     ชั้นเคยฝันว่ารักนั้นไร้วันมรณา

I dreamed that God would be forgiving
     ฝันว่าพระองค์จะทรงอภัยผองเรา

Then I was young and unafraid
     ชั้นนั้นยังเยาว์ขาดเขลาไม่หวาดกลัว

When dreams were made and used and wasted
     ฝันนั้นถูกสร้างเป็นร่างตัว แลถูกใช้อย่างไร้ค่า

There was no ransom to be paid
     ด้วยว่าไม่มีราคาอันใดให้ไถ่ถอน
    (ransom จริงๆแปลว่า ค่าไถ่ตัวประกันนะฮับ)

No song unsung, no wine untasted
     ไร้บทเพลงที่ไม่ถูกขับขาน ไร้ไวน์หวานที่ไม่ถูกชิมเชย

But the tigers come at night
     แต่แล้ว พยัคฆาได้ย่างก้าวมาในราตรีนั้น

With their voices soft as thunder
     กู่เสียงอ่อนเบาดั่งเสาอัสนีที่ฟันฟาด

As they tear you hopes apart
    ครานั้น พวกมันได้ฉีกทึ้งความหวังจนวิ่นขาด

As they turn your dream to shame
    ครานั้น พวกมันแปรฝันสู่ความขยาดน่าอับอาย

And still I dream he'll come to me
    กระนั้น ชั้นยังคงฝันเฝ้าว่าเขาจะมา

And we'll live our lives together
     เพื่อใช้วันเวลาแห่งชีวิตร่วมกัน

But there are dreams which cannot be
     แต่บางฝันก็เป็นเพียงภาพเพ้อไม่เจอะเจอความสัจ

And there are stroms we cannot weather
    เหมือนการโหมพัดแห่งวัตภัยที่ไม่อาจคาดรู้
    (เข้าใจว่าย่อจาก weather forecast - การพยากรณ์อากาศน่ะฮับ)

I had a dream my life would be
     ย้อนดูชีวันแห่งฝันภาพที่วาดไว้

So different from this hell I'm living
     ช่างต่างกับอเวจีที่ชั้นกำลังดำรงอยู่

So different now from what it seems
     ยามนี้แตกต่างนักจากสิ่งที่เคยเห็นเหมือนเป็นมา

Now life has killed the dream I dreamed....
    โอ้ ชีวิตข้าได้คร่าฝันของตัวชั้นเอง....


ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน และขอบคุณทุกๆคอมเมนท์ฮับ