ลำดับที่ 72.5 --ความทุกข์ของDDP--

posted on 19 Apr 2009 21:57 by ddprainlord  in etc

แค่ก แค่ก แค่ก...
สงสัยข้าน้อยจะดองบลอคไว้นานเต็มแก่

กลับมาเยี่ยมเยียนทีนึงต้องฝ่ากองฝุ่นหนาเป็นนิ้วผสมๆกับกองเกลือที่ดีแต่เค็ม
เข้ามาอัพอะไรไว้หน่อย ให้คนอ่านเข้าใจกันว่า บลอคข้าน้อยยังไม่เน่านะฮับ


เกริ่นหัวมาแบบนี้แล้ว
ทำใจเถอะฮับ ข้าน้อยมาบ่นๆโอดครวญเพื่อ(หาข้ออ้าง)บอกทุกคนว่า
ทำไมข้าน้อยถึงได้หายตัวไปนานนักหนา ไปติดซอมบี้สาวที่ไหนรึป่าว?
ธีมที่ว่าจะปรับ ทำไมไม่ปรับซะที ทำสีไม้หล่นหายรึไงกัน?

เรื่องมีอยู่ว่า
ตอนนี้ข้าน้อยเรียนอยู่ป.โทแล้วล่ะฮับ
แถมเป็นคณะวิทยาศาสตร์ สาขาเคมีอนินทรีย์อีกต่างหาก
(นั่นไงมีคนทำหน้ามึนๆ และบางคนก็ทำหน้ายี้)
งานมันเลยหนักกว่าที่ข้าน้อยคาดการณ์ไว้มากนักฮับ

นับตั้งแต่พฤศจิกายนปีที่แล้ว ข้าน้อยก็เริ่มต้นทำวิทยานิพนธ์ฮับ
เวลาทำงาน ประมาณ 8.00 - 21.00 ...เพิ่มลดได้ตามความเหมาะสม
สัปดาห์นึงเข้าห้องแลบ 7 วัน ...ฮับ คุณอ่านไม่ผิดหรอก วันอาทิตย์ข้าน้อยก็ออกรอบเหมือนกัน

ทำเอาเดี๋ยวนี้ งงวัน งงเดือน กันเลยทีเดียว
ไม่มีวันหยุดสุดสัปดาห์ไว้เป็นตัวช่วยจำกันซะแล้ว

แล้วทำอะไรกันเยอะแยะปานนั้น?
...อธิบายไปก็เกรงว่าจะงงฮับ...
สรุปง่ายๆสั้นๆว่า ข้าน้อยสังเคราะห์สารเคมีนั่นแหล่ะฮับ
สังเคราะห์หนึ่งรอบ ใช้เวลาราวๆสองสัปดาห์
ถ้ารวมการตั้งค่าตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ก็จะต้องสังเคราะห์อย่างน้อยแปดรอบ
หรือนั่นก็คือ ถ้าไม่พลาดอะไรเลย ข้าน้อยก็ต้องใช้เวลาสี่เดือนเต็มฮับ

เอาเข้าจริงตอนนี้ยังได้ไม่กี่รอบเองฮับ มันต้องปรับนู่น แก้นี่ไปเรื่อย
เห็นวันรับปริญญาวิ่งหนีเข้าป่าดงดิบยังไงก็ไม่รู้สิฮับ พี่น้อง
ข้าน้อยอยากจบเร็วๆเหมือนกันนะฮับ
TT [] TT / กลับมาเต้อะ ปริญญาโทจ๋าาา

ปัญหาสุดคลาสสิค ที่ใครๆก็ต้องถามถึงแน่ๆว่า
แล้วช่วงสงกรานต์แดงเดือดนี่ ทำไมไม่มาอัพ

ต่อไปนี้...เป็นเหตุการณ์จำลองฮับ

--เหตุเกิด ณ วันพฤหัสบดีที่ 9 เม.ย. 5x--

 เวลาประมาณ 10.00 ข้าน้อยกำลังเอาสารที่คนๆกวนๆค้างไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เป็นเวลา 12 ชั่วโมง
มานั่งวัดค่านั่น ค่านี่ ก่อนถ่ายสารลงสู่ถ้วยสำหรับอบที่ชื่อว่า autoclave หรือ เราจะเรียกย่อๆว่า เคลฟ
รูปพรรณะของมันนั้น เป็นถ้วยโลหะทรงกระบอก มีอุปกรณ์นิรภัยล็อกนู่นล็อกนี่
สิริรวมแล้วหนักประมาณถ้วยละ 1.5++ กิโลกรัม ฮับ (ไม่เคยชั่งจริงจัง แต่คิดว่าน่าจะหนักกว่าสองโล)
นักกีฬาทีมชาติยกน้ำหนัก และผู้รักสุขภาพท่านใด ที่เบื่อกับการยกตุ้มน้ำหนัก
สามารถติดต่อขอลองนำเคลฟไปยกเล่นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศได้นะฮับ

ข้าน้อยก็หิ้วเคลฟ 2 อัน เข้าเตาอบ กดปิ๊ง 135 องศาเซลเซียส
ก่อนจะต้องรออีก 24 ชั่วโมงเพื่อให้สารเกิดปฏิกิริยา
 
ระหว่างที่ข้าน้อยกำลังจะลอยชายกลับมานั่งหาข้อมูลนู่นๆนี่ๆต่อ
ก็มีการประกาศขึ้นมาซะก่อน

ตึ่ง ตึง ตึง ตึ๊ง....

"นิสิตผู้มีอุปการะคุณโปรดทราบ...
ในขณะนี้เรามีโปรโมชัน ซื้อซาละเปาแถมขนมจีบ เฮ้ย ไม่ใช่แล้ว
เนื่องจากเหตุการณ์แดงเดือดเลือดพล่านปุดๆ บ้านเมืองไม่เสถียร
ขอให้ยุติการเรียนการสอน และให้นิสิตทุกคนกลับบ้านโดยเร็ว
อนึ่ง ในวันนี้ประตูของม.จะปิดตอน 18.00 น.
...นะจ้ะ"

ตึ้ง ตึ่ง ตึ่ง ตึง...

ข้าน้อยได้ยินประกาศดังนั้นก็ถึงกับตาโต
โอว... ข้าน้อยจะได้กลับบ้านพร้อมกับแสงอาทิตย์
แว่วเสียงประกอบ เพลง หนึ่งในไม่กี่วัน (ขับร้องโดย โบว์ สุนิตาวี่ ลีลาวดิสก้อย... ใครวะฮับ?)
เอ่อ ไม่สิ แล้วสารที่เพิ่งเอาเข้าตู้อบนั่นประไร
24 ชม.ให้หลังถ้าไม่เอามันออก สารก็จะเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่แบบเลี่ยงไม่ได้
ครั้นจะปล่อยไป ก็เสียดายเวลา เจ็ดแปดวัน กว่าที่จะได้สารไว้ใส่ตู้อบ

...สุดท้าย วันรุ่งขึ้นข้าน้อยก็ใส่หมวกทหารทาสีแดงพรางมา ม. เพื่อมาจัดการกับสารต่อ...
ตอนนั้นคิดอย่างเดียวฮับ
"อันตูข้า จะตายเสียก็ไม่เสียดาย ถือซะว่าเป็นเคราะห์เป็นกรรม
แต่จะให้สารน้อยๆถ้วยนี้ตาย ตูไม่ยอมเฟร้ยยเฮ้ยฮับ"
กระเสือกกระสนขึ้นตึกไป โดยที่พี่ยามก็มองหน้าแบบครึ่งๆสังเวชครึ่งๆรันทดใจ
เข้าใจว่า ถ้าอุปกรณ์อำนวย พี่ๆยามคงทำบุญกรวดน้ำให้ข้าน้อยซะตรงนั้นเลยทีเดียว

...แล้วเทศกาลสงกรานต์ล่ะ?...

...แน่นอนฮับ

...ทำแลบสิ
เอาเวลาไปเล่นน้ำได้ไง ไร้สาระว่ะฮับ กรอดๆๆๆ
(...กรอดๆ นี่เสียงกัดฟันฮับ
จริงๆแล้วอยากเล่นน้ำป๋อมแป๋มแทบขาดใจ กระซิกๆ
เอากาละมังมารองน้ำก๊อกในห้องแลบสาดตัวเองก็ได้ฟร้ะฮับ)

ล่าสุด เช้านี้เอง
อันนี้เหตุการณ์แสดงความแบ๊วโก๊ะแบบโง่ๆส่วนตัวของผู้เขียนบลอคเอง
เด็กๆที่อ่าน กรุณาให้ผู้ปกครองช่วยชี้แนะ และไม่ควรลอกเลียนแบบไปทำที่บ้านด้วยฮับ

ตามที่บอกไปว่า ข้าน้อยเอาเคลฟไปอบที่ 135 องศาฯ ตั้งวันเต็ม
พอตอนเอาออก เคลฟก็จะกลายเป็นก้อนหินเหล็กไฟ หนักด้วย ร้อนด้วย
ต้องหาถุงมือผ้ามาใส่สองสามชั้น ไว้กันความร้อน
ก่อนจะวิ่งร้อยเมตร เอาเคลฟไปใส่อ่างเพื่อผ่านน้ำก๊อกให้มันเย็น

ตอนน้ำสัมผัสเคลฟนะฮับ
ไอน้ำโขมงโฉงเฉง เสียงดังฟ่อๆฟู่ๆ ถูกหูคนโรคจิตดีนักฮับ

ด้วยความที่ข้าน้อยก็สังเกต เอ๊ะ ผิวอ่างที่เคลฟวางมันละลายนิหว่า
ด้วยความที่หวังดี เอ เดี๋ยวอ่างจะเสียเร็วนะเออฮับ
ด้วยความโก๊ะ งั้นเปิดน้ำให้ผ่านก่อนสิ ค่อยเอาเคลฟมาวาง อ่างจะได้ไม่เป็นไร
ด้วยความซวย ตอนเคลฟเลื่อนไปเจอน้ำ น้ำเดือดๆมันก็กระเด็นสิฮับ
นี่สินะ ...แค่ทำดี ก็ได้(โดน)ดีกันทันตาเลยฮับ

สัญชาตญาณตอนนั้นบอกว่า ร้อนมือโว้ยฮับ
ก็ชักมือออกจากที่เกิดเหตุทันใด น้ำก็ไม่ลวกต่อ
แต่พอดีถุงมือที่ใส่มันทำจากผ้า แล้วก็ดันโลภมากอีกแน่ะ
มันดูดเอาน้ำเดือดๆมาลวกมือต่ออีก 3 hit combo
...ถอดถุงมือทิ้งแทบไม่ทัน...

สุดท้าย ครึ่งเช้าเลยนิ้วชี้ นิ้วกลางของสองมือพอง ชา และแสบร้อน
กลับมาหน้าคอม เข้าแชทไปเล่าความโง่ส่วนบุคคลให้เพื่อนๆฟัง
ใครมาเห็นข้าน้อยตอนนั้นคงคิดว่า ไออันเดธตัวนี้มันดัดจริตจัด
ทำการจิ้มดีดความเร็วสูงด้วยนิ้วก้อย (นึกภาพเอาเองฮับ แต่มันฮาแบบอนาถๆ)
จนตอนบ่ายๆ ถึงได้เริ่มจะดีขึ้น

โก๊ะ แบ๊วอย่างโง่จริงๆฮับ = =

เฮ้อออ... เอวังกันดีกว่าฮับ
บ่นมายาวเกินแระ เดี๋ยวคนอ่านจะตาแฉะกันซะก่อน

ขอตัวข้าน้อยกลับไปนอนแช่ฟอร์มาลีน นอนพักในห้องเย็นสักตื่นสองตื่น
รวบรวมแรงไปเข้าแลบวันพรุ่งนี้ต่อแล้วละกันฮับผม

ไว้เจอกัน เมื่อพรหมลิขิตนำพาฮับผม
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน และทุกๆคอมเมนท์ฮับ

สุนัขที่ล่ามไว้ในกรงโลหะอันแห้งแล้งให้หิวจนตาย
...กับ...
สุนัขที่ล่ามไว้หน้าจานอาหารอันโอชะให้หิวจนตาย

...แบบไหนจะทรมานกว่ากัน...

ในรั้วของกรงอันแข็งแรง
ไร้แล้วซึ่งอาหารจะเติมเต็มได้
มีเพียงซี่โลหะที่ตระหง่านอยู่ตรงหน้า
ราวกับประกาศให้ยอมจำนนต่อการไร้ซึ่งอิสรภาพ
หล่อหลอมให้สี่ขานั้นหาญกล้าทนทาน
เผชิญต่อความตายด้วยความแน่วแน่ คงทน
ไม่สั่นคลอนต่อความทรมานที่คืบคลานในท้องไส้
...จวบจนจบสิ้นลมหายใจ...

ต่อหน้าอาหารที่ปรารถนายิ่ง
ไม่อาจแตะต้องอาหารมาเติมเต็มได้
มีเพียงกลิ่นหอมหวลที่ม้วนตัวอยู่ตรงหน้า
ราวกับปลอบโยนจากความทุกข์ทนต่อการไร้ซึ่งอิสรภาพ
หล่อเลี้ยงให้สี่ขานั้นเอิบอิ่มชื่นบาน
เผชิญต่อความตายด้วยความฝันอันเปี่ยมสุข
ยิ้มแย้มสดใสต่อความทรมานที่คืบคลานในท้องไส้
...จวบจนจบสิ้นลมหายใจ...

...ในตอนท้ายก็ตายไปทั้งสิ้น
แต่ความอดทนและความเปี่ยมหวังนั้นคงเหลือไว้ให้เราได้ย้อนยล

...ผู้คนเอ๋ย...
หากแม้เจ้าถูกผูกไว้ด้วยทุกข์ทนที่ไร้ทางออก
แลเมื่อเจ้าถูกผูกไว้หน้าทางออกที่ไม่อาจไปถึง

...เจ้ามีใจคำนึงเช่นไร...

----------------------------------------
----------------------------------------

ใจจริงอยากเปลี่ยนธีมก่อนค่อยอัพ...
แต่ ...ไม่ไหวฮับ T^T ไม่มีโอกาสได้จับสีไม้อีกนานโขแน่ๆ
เบื่อสัมผัสของเครื่องแก้วกับอุปกรณ์โลหะในห้องทดลองอยู่บ้าง
แต่ถ้าวางลงตอนนี้ งานคงไม่ก้าวหน้า
...ค่อยๆจัดการ ค่อยๆก้าวเดินไปละกัน...

ขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน และทุกๆคอมเมนท์ฮับ

นกชายเลนปากช้อนเช่นข้าฯบินอพยพเช่นนี้เป็นประจำ
จากเหนือสู่ใต้เพื่อไขว่คว้าหาอากาศอบอุ่น
จากเขตแห้งแล้งสู่ท้องถิ่นอันอุดมสมบูรณ์
...เดินทางข้ามทวีปก็ว่าได้...

บนแผ่นดินใหญ่น้อยที่พานพบเพียงผิวผ่านนั้น
ข้าฯได้เห็น ได้ยิน ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย
เฝ้ามองการเติบโตของผู้คน
ดื่มด่ำในวิถีชีวิตของชาวบ้าน
ลิ้มรสในความคิดอ่านของผองประชา
กลืนกินประสบการณ์ของมนุษย์

สามลมเอ๋ย...

ข้าได้พบแผ่นดินแห่งหนึ่ง...
ในเขตคามนั้น ความอุดมสมบูรณ์ขึ้นอยู่ทุกหย่อมหญ้า
ประชาชนล้วนแล้วแต่ประดับประดาด้วยรอยยิ้มเป็นเอกลักษณ์
พวกเขาได้รับการปกปักษ์คุ้มครองโดยผู้ทรงธรรมอย่างยวดยิ่ง
และยังเติบใหญ่ใต้ร่มแห่งความดีงามเป็นสีเหลืองทองของรวงข้าว

...ข้าฯรักพื้นดินแห่งนี้ยิ่งนัก...
ข้าฯยังนึกยินดีปรีดาไปกับผองชนบนแผ่นดิน

สายลมเอ๋ย...

เจ้าหมุนเวียนเปลี่ยนไปเท่าไรแล้ว
ฤดูกาลหมุนวนเป็นวัฏจักรนับครั้งไม่ถ้วน
...จากร้อนแล้งสู่ชิ้นฝน...
...จากเปียกฉ่ำสู่เย็นเยียบ...
...จากหนาวเหน็บสู่อบอุ่น...
เฉกเช่นข้าฯ ที่หมุนเวียนเปลี่ยนผัน ถ่ายทอดชีวิตจากพ่อสู่ลูกหลาน
จนในกาลนี้ ปีกข้าฯไร้เรี่ยวแรงจะร่อนลม
ข้าฯจึงกลับมาสู่แผ่นดินที่ข้าฯรัก

สายลมเอ๋ย...

สิ่งซึ่งสูงส่งจักเสื่อมสลายลงเป็นสัจธรรม
ในเยาว์วัยข้าเคยได้รับฟังคำขานผ่านหัวใจ
แต่พึ่งประจักษ์แจ้งถึงแก่นแท้ของมันในวันนี้

สายลมเอ๋ย เจ้าจงมองดูเถิด...

ผู้คนเติบใหญ่ถึงเพียงนี้แล้ว
จนพวกเขาชาชินกับความอุดม
จนจ่อมจมกับเปลือกนอกของความสุขสบาย
ในยามนี้... วัฒนาที่บ่มเพาะไว้เนิ่นนานจึงถูกปล่อยทิ้ง
ในยามนี้... มายาที่เติบใหญ่ได้ง่ายกลับถูกประคบประหงม
วัตถุนิยมได้ครอบงำผู้คนในดินแดนนี้แล้ว
พวกเขาทอดทิ้งทุกสิ่งเพียงเพื่อการครอบครอง
พวกเขาลืมความปรองดองจนหมดสิ้น
รีดเร้นเอาสมบัติแลทรัพยากรจนธรรมชาติเหือดแห้ง
กดขี่ผู้คนที่ใช้ชีวิตร่วมกัน เพื่อปีนป่ายไปสู่ยอดเบื้องบน
แข่งขันกันจนลืมจุดหมายเดิมที่เลี้ยงเพียงชีพตน

บางผู้คนก็ค้นพบเส้นทางของเงินทอง
บ้างก็หยิ่งผยองและหยุดนิ่ง
จึงดิ่งลงสู่หนทางแห่งการแก่งแย่งอีกครั้งครา
บ้างก็เขลาขลาดหวาดกลัวการร่วงหล่นจนตัวสั่น
จึงแย่งชิงกันกินกลืนทุกสิ่งไว้เป็นของตน

บางผู้คนที่ไม่พบเส้นทางของเงินทอง
บ้างก็จับจ้องรอคอยผู้สำเร็จถึงเส้นชัยด้วยมิจฉาจิต
จึงลอกเลียน จึงแย่งชิง จึงเข่นฆ่ากัน
บ้างก็เบื่อหน่ายต่อการดิ้นรน
จึงปรนเปรอตนด้วยความเพ้อฝันและหลับไหลไม่รับรู้

แล้วผู้คนที่เหน็ดเหนื่อย
ก็ขีดกรอบของตนให้ข้นแคบ
เพราะดูแลแค่ตนยังอ่อนล้า
จึงไม่อาจลืมตาหันมองรอบกาย
ปัดเป่าเพียงตนให้พ้นเคราะห์ก็เพียงพอ
ความรับผิดชอบต่อสังคมจึงตกต่ำลงทุกที

และเมื่อผู้คนอ่อนล้าได้เบื่อหน่าย
ก็ลดเลิกที่จะดูแลตนอีกต่อไป
เพราะคิดแล้วว่าดิ้นรนไปก็ไร้ทางออก
จึงลวงหลอกตนด้วยความสุขชั่วข้ามคืน
ดิ้นรนเพียงชั่วสั้นๆให้คืนวันผ่านพ้นไป
เลิกหวังต่อการพัฒนาตนให้มีคุณค่า
ก่นด่าสิ่งที่ถาโถมเข้ามาว่าไร้ค่าและสูงเกินเอิ้อม
ระอาเอือมต่อการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
พึงพอใจต่อการเสพสิ่งสำเร็จรูปจากแดนไกล
รับมาช่วงใช้โดยไม่มองความเหมาะสม
ครั้นเมื่อความโสมมที่สะสมไว้เริ่มออกดอกผล
บางผู้คนก็เลือกแก้ปัญหาด้วยการปิดกั้น
ยิ่งเลือนความจริง ความเข้าใจให้จางหาย
ยิ่งลบเหตุผลอันจะสืบเนื่องไปสู่วัฒนาการให้ห่างไกลออกไป

วัยเยาว์ที่กำเนิดมาในยามนี้
จะหามีผู้ใดมาสั่งมาสอน
เสียแต่ที่ครุศาสตร์ไม่มีราคาพอจะสร้างเงินตรา
ชาวประชาจึงลืมคุณค่าของอนาคต
ปล่อยให้เมล็ดงอกเงยตามแต่ใจไร้วินัยกำกับ
ยัดเยียดเพียงความรู้อันเป็นสัญญาที่พร่าเลือน
อย่าคิดเลย จงจำและทำตามเสียเถิด

ปล่อยปัญญาที่มีมาให้แห้งเหี่ยวร่วงหล่นไป
คุณธรรมที่เคยสอนใจก็ถูกเก็บใส่ลิ้นชักไปแล้ว

สายลมเอ๋ย...
ข้าฯจักหวังสิ่งใดได้อีกเล่า...

ข้าฯนั้นเป็นเพียงผู้พบผ่าน
ยังสะเทือนใจแสนเศร้าสร้อย
...ข้าฯนึกฝันถึงผู้ปกครองแห่งแว่นแคว้นนี้...
...ท่านผู้นั้นจะเหนื่อยยากเพียงไหน...
ในยามที่ผู้คนสิ้นหวังไร้ร้างซึ่งทางออก
ต่างหันเหไปพึ่งพาบารมีแห่งอำนาจนั้น
เฝ้าฝันให้ปัญหาได้คลายคลี่
โดยที่ไม่ดิ้นรนด้วยตนเอง
ในกลุ่มผู้คนที่หิวโหยเฝ้ากอบโกยไม่สุดสิ้น
มัวเมาหลงใหลกระหายในอำนาจ
เฝ้าหวังจะได้ครอบครองเพื่อชี้นำผู้คน
มาส่งเสริมให้ตนได้ยืนยงชั่วนิจนิรันดร์
...ทั้งที่จริงแท้แล้วไม่อาจทำได้เลย...

ใจนึง ข้าฯอยากหัวเราะ
...หัวเราะแด่ผู้ประมาทในสัจธรรม...
ก่อกรรมใดไว้แล้วย่อมไม่แคล้วต้องดื่มกินผลนั้น...

ใจนึง ข้าฯอยากร้องไห้
...ร้องไห้แด่ผู้ที่ทุ่มเทดิ้นรนแก้ไข
หากแต่ไม่อาจเปลี่ยนแปรกระแสแห่งความลวง...

จะมีบ้างไหม ที่วัฏจักรอันเสื่อมโทรมนี้จะคลี่คลาย
จะมีบ้างไหม ที่วงจรอันเลวร้ายนี้จะจบลง

หลายผู้หลายคนดิ้นรนด้วยอุดมการณ์
ข้าฯนึกหวังให้กำลังใจพวกเขาเหล่านั้น
แต่สุดท้ายแล้วเมื่ออำนาจทำให้ใจเขาผยอง
ผลลัพธุ์จึงคล้ายที่ความสุขสบายทำลายผู้คนในกาลก่อน

สายลมเอ๋ย...

...ข้าฯเหมือนถูกหักหลัง...

...ข้าฯสิ้นกำลังยิ่งกว่าเคย...

...ข้าฯไม่มีต่อมน้ำตา จึงไม่อาจหลั่งน้ำตาได้...
...ข้าฯมีแต่โลหิตที่จะหลั่งไหล...
...เช่นนั้น ข้าขอหลั่งโลหิตเพื่อแผ่นดินนี้...

สายลมเอ๋ย...

โปรดฟังเสียงกระซิบแห่งความหวังครั้งสุดท้ายของข้าฯ...

....................

ฟังเสียงของข้าฯไว้ แล้วพัดพามันไปให้ไกลแสนไกล
โบยบินไปสู่มนุษย์ทุกผู้บนแดนดินที่ข้าฯรักยิ่ง

ให้พวกเขาได้รับฟังและเข้าใจ...
ก่อนที่เสียงข้าฯจะจางหายไปกับสายลม...

----------------------------------------
----------------------------------------

ลำดับนี้จริงๆเคยคิดไว้แบบลางเลือนมาก
มาเป็นรูปเป็นร่างจริงๆตอนที่คุยกับเพื่อนคนหนึ่งฮับ
เลยต้องรีบมาเขียนก่อนที่แนวความคิดจะเปลี่ยนแปลงไปจนเสียรูปเสียรสซะหมด

ทำไมต้องนกชายเลนปากช้อน?
หลายคนจะสงสัยกันรึป่าวนะ...
ข้าน้อยอาศัยการเล่าเรื่องแบบมองมุมสูงหรือ bird's eye view
ข้าน้อยก็เลยเลือกให้ลำดับนี้เป็นการพูดคุยกันของนกกับสายลมฮับ
นัยนึงก็ล้อเลียนในมุมมอง
นัยนึงก็แสดงออกถึงความพร่ำเพ้อคร่ำครวญ
พอพูดถึงนก ในประเทศไทยเราก็มีนกอพยพผ่านตอนฤดูหนาวไม่น้อย
ข้าน้อยเลยไม่อยากเขียนว่านกลอยๆแบบไม่มีความหมาย
พอค้นแก้วสารพัดนึก เอ่อ... กูเกิ้ลน่ะฮับ
ก็ไปพบนกสายพันธุ์ดังกล่าว
ซึ่งเป็นนกที่หาดูยาก และพบเห็นได้ในอ่าวไทย(เข้าใจว่าที่นี่เท่านั้นด้วย)
นกชายเลนปากช้อนจึงเป็นสัญลักษณ์ของการถูกคุกคามไปพร้อมๆกับแสดงชาตินิยมได้ด้วย
ด้วยเหตุนี้แหล่ะฮับ มันก็เลยเข้ากันมากๆกับบทความนี้
และกลายเป็นตัวเปิดเรื่องไปในที่สุด
...เพียงแต่ก็ให้โผล่มาเพียงหนเดียวเท่านั้น
...แต่ก็เสียดายถ้าคนอ่านจะผ่านเลยไปโดยไม่รู้จักความหมายของมัน

เนื้อความนอกเหนือไปจากนั้น
ตีความกันเองให้สนุกเถอะฮับ
มันเป็นลูกโซ่ที่เชื่อมโยงกันไปไม่รู้จบ
ข้าน้อยจึงจนปัญญาในการรวบรวมและเรียบเรียงเป็นเรื่องเล่าให้สั้นกว่านี้
ในขณะเดียวกัน ข้าน้อยก็ได้แต่เขียนฉาบฉวยไม่ลึกซึ้ง
...ไม่เช่นนั้น คนอ่านคนตาแฉะร้องไห้คาหน้าจอเพราะปวดตาฮับ...

สุดท้าย เสียงของนกตัวนี้จะพัดพาไปไกลเพียงไหน
ผู้คนที่ฟังสายลมกรีดร้องแล้วจะเข้าใจว่าอะไร...
คำตอบนั้นคงล่องลอยอยู่ในสายลมฮับ...

ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านและทุกๆคอมเมนท์ฮับ

ปล. แท็กของคุณอ้อมเรื่องหนังสือที่อ่านเอง ข้าน้อยว่ามันซ้ำซ้อนกับแท็กประจานตัวเองในข้อที่ว่าหนังสือที่ชอบที่สุดคืออะไรไปแล้ว ข้าน้อยเลยไม่ตั้งแท็กใหม่อีก มาเพิ่มให้นิดว่า หนังสือเล่มแรกที่อ่าน... ข้าน้อยจำความได้ว่านั่งอ่านหนังสือภาพสอนภาษาอังกฤษของดิสนีย์อ่ะฮับ เหะๆ...
ต้องขอบคุณท่านแม่และท่านป้าที่สั่งสอนให้ข้าน้อย
รักอ่านได้ถึงเพียงนี้ ^^